เอเจนซี่การตลาดคืออะไร จ้างแล้วได้อะไรจริง ๆ — BizCraft Studio

เจ้าของธุรกิจที่กำลังจะจ้างเอเจนซี่เจ้าแรกมักเริ่มจากคำถามเดียวกันคือ เอเจนซี่การตลาดเขาทำอะไรให้เราบ้าง แล้วพอไปหาคำตอบก็จะเจอคำอธิบายคล้าย ๆ กันทุกที่ว่าเป็นทีมผู้เชี่ยวชาญที่ช่วยวางกลยุทธ์และโปรโมตสินค้าให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งไม่ผิด แต่ก็ไม่ได้ช่วยตัดสินใจอะไรเลย เพราะทุกเจ้าเขียนเหมือนกันหมด

ปัญหาจริงไม่ได้อยู่ที่นิยาม แต่อยู่ที่คำว่าเอเจนซี่ถูกใช้เรียกงานที่ต่างกันคนละเรื่องเลย คนที่ผลิตวิดีโอให้แบรนด์ก็เรียกตัวเองว่าเอเจนซี่ คนที่ดูแลบัญชีโฆษณาก็เรียกตัวเองว่าเอเจนซี่ คนที่รับดันอันดับบนกูเกิลก็เรียกตัวเองว่าเอเจนซี่ ทั้งสามคนนี้ทำงานคนละแบบ วัดผลคนละตัว และแก้ปัญหาคนละอย่าง เจ้าของธุรกิจที่จ้างผิดประเภทเลยได้ของที่ดีมากแต่ไม่ใช่ของที่ตัวเองต้องการ

ตอบสั้น ก่อนว่า เอเจนซี่การตลาดคือทีมภายนอกที่ธุรกิจจ้างให้มารับผิดชอบงานการตลาดบางส่วนแทนการจ้างพนักงานประจำเอง คิดเงินเป็นรายเดือนหรือรายโปรเจกต์ ข้อดีที่แท้จริงของมันไม่ใช่ความถูกกว่า แต่คือการได้คนที่ทำเรื่องนี้ซ้ำ กับหลายธุรกิจจนเห็นแพตเทิร์นที่คนทำอยู่คนเดียวในบริษัทไม่มีทางเห็น และสิ่งที่ต้องตัดสินใจก่อนจ้างไม่ใช่ว่าจะจ้างเจ้าไหน แต่คือจะจ้างประเภทไหน

เอเจนซี่ไม่ใช่อาชีพเดียว แต่เป็นคำรวมของงานคนละแบบ

ถ้าแยกตามงานที่ทำจริง ๆ ในตลาดไทยตอนนี้มีอยู่ราวห้าแบบ และแทบทุกเจ้าจะเก่งจริงอยู่แบบเดียว ที่เหลือคือรับมาแล้วส่งต่อให้คนอื่นทำ

ประเภทขายอะไรวัดผลด้วยอะไรเหมาะกับธุรกิจที่
เอเจนซี่โฆษณา / ซื้อสื่อดูแลบัญชีโฆษณา ตั้งแคมเปญ คุมกลุ่มเป้าหมาย คุมงบต้นทุนต่อลูกค้าหนึ่งคน ROAS ต้นทุนต่อแชทยิงแอดอยู่แล้วแต่ผลไม่ขยับ หรือได้แชทเยอะแต่ปิดไม่ได้
เอเจนซี่คอนเทนต์ผลิตภาพ วิดีโอ คลิปสั้น โพสต์รายเดือนจำนวนชิ้นงาน ยอดเข้าถึง ยอดมีส่วนร่วมมีคนดูแลตัวเลขอยู่แล้ว แต่ไม่มีของให้ยิง
เอเจนซี่ SEO และเว็บไซต์ทำให้เว็บติดอันดับและเก็บคนที่ค้นหาเองอันดับคำค้น จำนวนคนเข้าเว็บ ลีดจากเว็บอยากได้ช่องทางที่ไม่ต้องจ่ายต่อคลิกในระยะยาว
เอเจนซี่ครีเอทีฟ / แบรนด์วางคอนเซ็ปต์ ภาพลักษณ์ แคมเปญใหญ่การรับรู้แบรนด์ ความจำได้ ความสม่ำเสมอของภาพกำลังเปิดตัวใหม่ หรือแบรนด์ยังไม่มีจุดยืนชัด
เอเจนซี่ครบวงจรรับทั้งหมดในสัญญาเดียวแล้วแต่ตกลง มักเป็นรายงานรวมมีงบพอและอยากคุยกับคนเดียวจบ

ที่ต้องระวังที่สุดคือช่องสุดท้าย ไม่ใช่เพราะเอเจนซี่ครบวงจรไม่ดี แต่เพราะเวลามีปัญหาแล้วมันชี้ไม่ได้ว่าพังตรงไหน คลิปไม่เวิร์ก การตั้งค่าไม่ดี หรือของที่ขายไม่ตรงคน ทุกอย่างอยู่ในบิลเดียวกันหมด ส่วนตัวผมเองเลือกไม่รับงานผลิตคอนเทนต์ด้วยเหตุผลข้อนี้ตรง ๆ เพราะงานที่วัดผลแยกกันไม่ได้ สุดท้ายจะเถียงกันไม่จบว่าเงินหายไปตรงไหน

หนึ่งเดือนที่จ้างไป เขาเอาเวลาไปทำอะไรบ้าง

อันนี้เป็นส่วนที่แทบไม่มีใครเขียนไว้ เพราะมันไม่สวย งานดูแลบัญชีโฆษณาหนึ่งเดือนส่วนใหญ่ไม่ใช่การคิดไอเดียใหม่ทุกวัน แต่เป็นงานซ้ำที่ต้องทำให้ตรงเวลาและกล้าตัดสินใจ

  • ช่วงต้นเดือนคือดูโครงสร้างว่าแคมเปญที่เปิดอยู่ยังตอบโจทย์เดิมไหม ตัวไหนควรปิด ตัวไหนควรรวมเข้าด้วยกันเพื่อให้ข้อมูลหนาพอที่ระบบจะเรียนรู้ได้
  • ระหว่างเดือนคือดูตัวเลขรายวันแบบไม่แตะบ่อยเกินไป เพราะการเข้าไปแก้ทุกวันคือการรีเซ็ตการเรียนรู้ของระบบซ้ำ ซึ่งทำให้ต้นทุนแพงขึ้นโดยไม่รู้ตัว
  • คัดคุณภาพลีดและตัดกลุ่มที่ไม่ใช่ออก ทั้งคนที่ซื้อไปแล้ว คนที่ทักมาแล้วไม่เคยตอบ และกลุ่มที่พิสูจน์แล้วว่าไม่เคยปิดได้
  • ทำกลุ่มคนคล้ายจากลีดที่ผ่านเกณฑ์จริงเท่านั้น ไม่ใช่จากคนที่ทักมาทั้งหมด เพราะถ้าป้อนของเสียเข้าไป ระบบก็จะไปหาคนแบบเดียวกันมาให้อีก
  • ปลายเดือนคืออ่านตัวเลขให้เจ้าของธุรกิจฟังเป็นภาษาคน ว่าเดือนนี้เงินไปไหน อะไรได้ผล และเดือนหน้าจะเปลี่ยนอะไรเพราะอะไร

ถ้ารายงานที่ได้รับทุกเดือนมีแต่ยอดเข้าถึง ยอดไลก์ และจำนวนข้อความ โดยไม่มีคำว่าต้นทุนต่อลูกค้าจริงเลยสักบรรทัด นั่นแปลว่ากำลังจ่ายเงินให้คนทำรายงาน ไม่ใช่คนดูแลผลลัพธ์

ค่าจ้างมีอยู่สี่โครงสร้าง และแต่ละแบบสร้างแรงจูงใจคนละอย่าง

คำถามที่ถูกถามบ่อยที่สุดคือจ้างเอเจนซี่ราคาเท่าไหร่ แต่คำถามที่ควรถามกว่าคือเขาคิดเงินด้วยวิธีไหน เพราะวิธีคิดเงินจะบอกล่วงหน้าเลยว่าเวลาผลประโยชน์ขัดกัน เขาจะเลือกทางไหน

โครงสร้างคิดเงินยังไงแรงจูงใจที่มันสร้างจุดที่ต้องระวัง
เหมาจ่ายรายเดือนค่าบริการคงที่ต่อเดือน ไม่ผูกกับงบอยากให้ลูกค้าอยู่นาน เลยต้องทำให้เห็นผลถ้าไม่กำหนด scope ให้ชัด งานจะบานหรือหดตามอารมณ์
คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบเก็บตามสัดส่วนของเงินค่าโฆษณาที่ใช้ยิ่งคุณใช้งบมาก เขายิ่งได้มากไม่มีแรงจูงใจให้บอกว่าควรลดงบ ทั้งที่บางเดือนควรลด
จ่ายตามผลลัพธ์เก็บต่อลีดหรือต่อยอดขายที่เกิดขึ้นอยากได้จำนวนเยอะไว้ก่อนถ้านิยามลีดไม่รัดกุม จะได้จำนวนเยอะแต่คุณภาพต่ำ ซึ่งคือแชทผีที่คุณต้องจ่ายค่าหัว
รายชิ้นหรือรายโปรเจกต์จ่ายจบเป็นงาน ทำให้จบตามสเปกเร็วที่สุดไม่มีใครรับผิดชอบผลระยะยาว พอส่งงานแล้วก็จบกัน

ของ BizCraft เองคิดแบบเหมาจ่าย เริ่มที่ 20,000 บาทต่อเดือนสำหรับสองช่องทาง เพิ่มช่องทางละ 10,000 บาท และถ้างบโฆษณาเกิน 100,000 บาทต่อเดือน คิดค่าบริการ 20 เปอร์เซ็นต์ของส่วนที่เกิน ไม่รวมงานผลิตคอนเทนต์ ที่เขียนตรง ๆ ไว้ตรงนี้เพราะเวลาคุยกับเจ้าอื่นแล้วเขาไม่ยอมบอกราคาจนกว่าจะนัดคุยสามรอบ นั่นเองก็เป็นข้อมูลอย่างหนึ่ง

ลองคิดดูว่าค่าจ้างต้องไปงอกกำไรออกมาเท่าไหร่ถึงจะเสมอตัว

คนส่วนใหญ่ประเมินค่าจ้างเอเจนซี่ด้วยการเทียบกับงบโฆษณา เช่นบอกว่าค่าจ้างสองหมื่นคือแค่สิบกว่าเปอร์เซ็นต์ของงบแสนห้า ฟังดูน้อย แต่วิธีที่ถูกกว่าคือเทียบกับกำไร ไม่ใช่เทียบกับงบ ลองกางเลขสมมติชุดนี้ดู

สมมติธุรกิจหนึ่งยิงแอดเดือนละ 150,000 บาท ได้ ROAS 3 เท่า แปลว่ายอดขายจากโฆษณาราว 450,000 บาท ถ้ากำไรขั้นต้นอยู่ที่ 45 เปอร์เซ็นต์ กำไรขั้นต้นก้อนนั้นคือ 202,500 บาท หักค่าโฆษณา 150,000 บาทออก เหลือ 52,500 บาทก่อนจ่ายค่าจ้างใคร พอจ่ายค่าเอเจนซี่ 20,000 บาท จะเหลือจริง 32,500 บาท

+10%
ROAS ที่ต้องขยับ ถ้ากำไรขั้นต้น 45% ค่าจ้างถึงจะเสมอตัว
+18%
ROAS ที่ต้องขยับ ถ้ากำไรขั้นต้นเหลือ 25%

คำถามที่ควรถามต่อคือเอเจนซี่ต้องทำให้ตัวเลขขยับเท่าไหร่ถึงจะคุ้มค่าตัวเอง คำตอบคือต้องหากำไรขั้นต้นเพิ่มให้ได้อีก 20,000 บาท ซึ่งเท่ากับยอดขายเพิ่มราว 44,000 บาท หรือคิดเป็น ROAS ที่ขยับจาก 3 เท่าเป็นราว 3.3 เท่า คือขยับขึ้นราวสิบเปอร์เซ็นต์ ก็เสมอตัวแล้ว ส่วนที่เกินจากนั้นคือกำไรที่งอกจริง

แต่ถ้าธุรกิจเดียวกันมีกำไรขั้นต้นแค่ 25 เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขจะเปลี่ยนไปทันที เพราะต้องดันยอดขายเพิ่มถึง 80,000 บาทเพื่อให้ได้กำไรขั้นต้นเพิ่ม 20,000 บาทเท่ากัน แปลว่า ROAS ต้องขยับเกือบสิบแปดเปอร์เซ็นต์ นี่คือเหตุผลที่ธุรกิจกำไรบางควรต่อรองเรื่องขอบเขตงานหรือเลือกจ้างเฉพาะส่วนที่พังจริง มากกว่าจ้างเหมาทั้งก้อน ตัวเลขชุดนี้เป็นตัวเลขสมมติเพื่อให้เห็นวิธีคิด ให้เอาเลขจริงของธุรกิจตัวเองใส่แทน

สูตรสั้นที่ใช้ได้กับทุกใบเสนอราคา คือเอาค่าจ้างต่อเดือนหารด้วยกำไรขั้นต้นเป็นเปอร์เซ็นต์ จะได้ยอดขายที่ต้องเพิ่มขึ้นเพื่อเสมอตัว แล้วถามคนที่จะจ้างตรง ๆ ว่าเขาคิดว่าจะไปหายอดก้อนนั้นมาจากไหน ถ้าตอบไม่ได้ว่าจะเอามาจากตรงไหน แปลว่าเขายังไม่ได้ดูบัญชีคุณจริง

จากบัญชีที่ผมดูแล จุดที่ทำให้ตัวเลขพลิกมักไม่ใช่เรื่องยิงแอด

เคสที่ชัดที่สุดคือกลุ่มธุรกิจการศึกษาที่ดูแลอยู่สามหน่วยธุรกิจ ตอนเข้าไปรับงานใหม่ ต้นทุนต่อหนึ่งข้อความอยู่ที่ 300 ถึง 600 บาท และ ROAS อยู่ราว 0.6 ถึง 1.5 เท่า คือยิงไปแล้วแทบไม่เหลือ สิ่งที่แก้ไม่ใช่การเปลี่ยนภาพโฆษณาให้สวยขึ้น แต่คือการวางเกณฑ์ว่าลีดแบบไหนถึงนับว่าเป็นลีดจริง แล้วหยุดส่งสัญญาณจากแชททุกประเภทกลับเข้าระบบเหมือนกันหมด หลังจากนั้นต้นทุนต่อข้อความลงมาอยู่ที่ 60 ถึง 150 บาท ROAS ขึ้นมาที่ 2 ถึง 4 เท่า และงบรวมที่เคยใช้เดือนละล้านลดเหลือราวสี่แสนโดยที่ยอดไม่ตก

300-600 → 60-150฿
ต้นทุนต่อข้อความ กลุ่มธุรกิจการศึกษา 3 หน่วยธุรกิจ
0.6-1.5 → 2-4X
ROAS หลังวางเกณฑ์คัดคุณภาพลีด
1 ล้าน → 400k
งบต่อเดือนที่ใช้จริง โดยยอดไม่ตก

อีกเคสคือคลินิกสายแม่และเด็กที่ดูแลต่อเนื่องมาสองถึงสามปี ลีดที่ตรงกลุ่มจริงเพิ่มขึ้นราว 50 เปอร์เซ็นต์ และยอดจากลูกค้าใหม่อยู่ที่ราว 700,000 ถึง 1,200,000 บาทต่อเดือนจากงบโฆษณา 150,000 ถึง 200,000 บาท จุดที่พลิกไม่ใช่ฝีมือตั้งค่าแคมเปญ แต่คือการเลิกวัดกันที่จำนวนคนทัก แล้วหันมาวัดที่จำนวนคนที่มาถึงคลินิกจริง พอเปลี่ยนตัวเลขที่ดู การตัดสินใจว่าจะเทงบไปทางไหนก็เปลี่ยนตามทั้งหมด

ที่เล่าสองเคสนี้ไม่ได้จะบอกว่าจ้างเอเจนซี่แล้วจะได้ตัวเลขแบบนี้ทุกราย แต่จะชี้ว่างานที่สร้างความต่างจริงมักเป็นงานที่มองไม่เห็นจากภายนอก และไม่ได้อยู่ในใบเสนอราคาของใครเลย

วิธีดูว่ากำลังคุยกับคนทำงานจริง หรือคนขายใบเสนอราคา

เวลานัดคุยครั้งแรก คนที่ทำงานจริงกับคนที่ทำหน้าที่ปิดการขายจะพูดคนละแบบชัดมาก คนที่ทำงานจริงจะถามถึงตัวเลขของคุณก่อนจะพูดถึงบริการของตัวเอง เขาจะอยากรู้ว่าตอนนี้ต้นทุนต่อลูกค้าหนึ่งคนเท่าไหร่ ปิดการขายได้กี่เปอร์เซ็นต์จากคนที่ทักเข้ามา ใครเป็นคนตอบแชทและตอบเร็วแค่ไหน

ส่วนคนที่มาขายจะเริ่มจากผลงานของตัวเอง ตามด้วยแพ็กเกจ และมักรับปากตัวเลขให้ตั้งแต่ยังไม่เห็นบัญชี ข้อสังเกตที่ใช้ได้เกือบทุกครั้งคือ ใครก็ตามที่การันตี ROAS ให้ได้ตั้งแต่ก่อนเห็นข้อมูลจริง แปลว่าเขากำลังขายความสบายใจ ไม่ได้ขายผลงาน เพราะคนที่เคยดูแลบัญชีจริงจะรู้ว่ามีตัวแปรที่อยู่นอกมือเราเยอะมาก ตั้งแต่ราคาสินค้า ความเร็วในการตอบ ไปจนถึงคู่แข่งที่จู่ ๆ ก็เทงบเข้ามาในเดือนเดียวกัน

อีกข้อที่ควรถามตั้งแต่วันแรกคือบัญชีโฆษณาและพิกเซลจะอยู่ในชื่อใคร คำตอบที่ถูกคือทุกอย่างต้องอยู่ในบัญชีธุรกิจของคุณ แล้วให้เอเจนซี่เข้ามาในฐานะผู้ได้รับสิทธิ์ ถ้าเป็นตรงกันข้าม วันที่เลิกจ้างคุณจะเริ่มนับหนึ่งใหม่ทั้งหมด ทั้งข้อมูลลูกค้าเก่า กลุ่มเป้าหมายที่สะสมมา และประวัติการเรียนรู้ของระบบ ประเด็นนี้จะสำคัญขึ้นอีกจากปลายปีนี้ไป เพราะกฎยืนยันตัวตนผู้ลงโฆษณาจะผูกกับคนที่เป็นเจ้าของบัญชีจริง ไม่ใช่คนที่กดยิง ซึ่งเขียนไว้ละเอียดในบทความเรื่องกฎใหม่ยิงแอดต้องยืนยันตัวตน

จ้างไปแล้วยังมีงานที่ต้องทำเองอยู่เสมอ

เข้าใจผิดที่เจอบ่อยที่สุดคือคิดว่าจ้างเอเจนซี่แล้วจะหมดภาระ ความจริงคือมีอย่างน้อยสามอย่างที่ไม่มีเอเจนซี่เจ้าไหนทำแทนได้ อย่างแรกคือการตอบแชทและปิดการขาย ต่อให้ลีดดีแค่ไหน ถ้าตอบช้าสามชั่วโมงก็เย็นหมด อย่างที่สองคือราคาและข้อเสนอ ซึ่งเป็นเรื่องของเจ้าของล้วน ๆ อย่างที่สามคือการยืนยันว่าลีดที่ส่งไปนั้นปิดได้จริงกี่ราย เพราะถ้าไม่มีข้อมูลย้อนกลับก้อนนี้ คนดูแลแอดจะปรับให้ตรงกลุ่มขึ้นไม่ได้เลย ได้แต่เดาจากตัวเลขในหน้าจอ

เอเจนซี่ที่ดีจะพูดเรื่องนี้ตั้งแต่วันแรกและขอความร่วมมือชัดเจน ส่วนเอเจนซี่ที่บอกว่าไม่ต้องทำอะไรเลย เดี๋ยวจัดการให้หมด มักจะจบลงที่การส่งรายงานสวย มาให้ทุกเดือนโดยที่ยอดขายไม่ขยับ

กรณีไหนที่ผมจะบอกตรง ๆ ว่ายังไม่ต้องจ้าง

มีอย่างน้อยสี่สถานการณ์ที่เงินก้อนเดียวกันเอาไปทำอย่างอื่นได้ผลกว่าชัด

หนึ่งคือธุรกิจที่ยังไม่เคยมีลูกค้าจากช่องทางไหนเลย ยังไม่รู้ว่าใครซื้อและซื้อเพราะอะไร กรณีนี้สิ่งที่ขาดคือคำตอบว่าจะขายอะไรให้ใคร ไม่ใช่คนกดยิงแอด จ้างไปก็เท่ากับจ้างคนมาเร่งความเร็วบนถนนที่ยังไม่รู้ว่าไปทางไหน

สองคือธุรกิจที่งบโฆษณาต่อเดือนยังต่ำกว่าราวห้าหมื่นบาท ที่ระดับนั้นค่าจ้างจะกินสัดส่วนใหญ่เกินไปเมื่อเทียบกับเงินที่วิ่งอยู่จริง และข้อมูลต่อเดือนก็ยังน้อยเกินกว่าจะสรุปอะไรได้แน่ ทางที่คุ้มกว่าคือลงมือทำเองก่อนสักสองสามเดือนเพื่อให้มีข้อมูลตั้งต้น หรือจ้างเป็นที่ปรึกษาเป็นครั้ง ไปแทน ซึ่งเขียนแยกไว้ในบทความเรื่องงบโฆษณาขั้นต่ำ

สามคือธุรกิจที่ปัญหาอยู่หลังบ้าน ไม่ใช่หน้าบ้าน เช่นของขาดสต๊อกบ่อย ส่งของช้า หรือไม่มีคนตอบแชทช่วงเย็น การเพิ่มลีดเข้าไปในระบบที่รับไม่ไหวอยู่แล้วคือการซื้อรีวิวแย่มาเก็บไว้

สี่คือกรณีที่กำลังจะจ้างเพราะเห็นคู่แข่งจ้าง แต่ยังตอบไม่ได้ว่าจะวัดผลด้วยตัวเลขอะไร ถ้ายังไม่มีตัวเลขที่ตกลงกันไว้ล่วงหน้า เดือนที่สามจะกลายเป็นการเถียงกันเรื่องความรู้สึกว่าดีขึ้นหรือยัง ซึ่งไม่มีใครชนะ

เช็กเจ็ดข้อนี้ก่อนเซ็นสัญญาเดือนแรก

ไล่ดูทีละข้อ ยิ่งตอบว่ายังไม่ได้คุยหลายข้อ ยิ่งควรชะลอการเซ็นออกไปอีกสัปดาห์

  • รู้ว่าตัวเองกำลังจ้างเอเจนซี่ประเภทไหนในห้าแบบข้างบน และรู้ว่าปัญหาจริงของธุรกิจตรงกับประเภทนั้นเพราะอะไร
  • ตกลงกันแล้วว่าจะวัดผลด้วยตัวเลขอะไรเป็นหลัก และตัวเลขนั้นเป็นตัวที่ผูกกับเงินเข้ากระเป๋า ไม่ใช่ยอดเข้าถึงหรือยอดไลก์
  • คำนวณแล้วว่าค่าจ้างก้อนนี้ต้องทำให้ยอดขายเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ถึงจะเสมอตัว โดยคิดจากกำไรขั้นต้นจริงของธุรกิจ
  • บัญชีโฆษณา เพจ พิกเซล และข้อมูลกลุ่มเป้าหมายทั้งหมดอยู่ในชื่อธุรกิจของคุณเอง ไม่ใช่ของเอเจนซี่
  • รู้ว่าใครจะเป็นคนลงมือทำจริงในแต่ละวัน ไม่ใช่รู้แค่ว่าใครมานั่งคุยรอบขาย
  • ชัดเจนว่าค่าคอนเทนต์ ค่าโฆษณา และค่าบริการแยกกันยังไง อะไรรวมอยู่แล้วและอะไรต้องจ่ายเพิ่ม
  • ตกลงล่วงหน้าว่าถ้าครบสามเดือนแล้วตัวเลขไม่ถึงเป้าที่คุยกันไว้ จะทบทวนกันยังไง ไม่ใช่รอให้ถึงตอนนั้นแล้วค่อยคุย

คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยก่อนจ้างเอเจนซี่

เอเจนซี่การตลาดคืออะไร
เอเจนซี่การตลาดคือทีมภายนอกที่ธุรกิจจ้างให้มารับผิดชอบงานการตลาดบางส่วนหรือทั้งหมดแทนการจ้างพนักงานประจำเอง โดยคิดค่าบริการเป็นรายเดือนหรือรายโปรเจกต์ ในทางปฏิบัติคำนี้ครอบงานคนละแบบอยู่หลายประเภท ตั้งแต่เอเจนซี่โฆษณาที่ดูแลการยิงแอดและตัวเลข เอเจนซี่คอนเทนต์ที่ผลิตภาพและวิดีโอ เอเจนซี่ SEO ที่ดันอันดับบนกูเกิล เอเจนซี่ครีเอทีฟที่วางแคมเปญและภาพลักษณ์แบรนด์ ไปจนถึงเอเจนซี่ครบวงจรที่รับทั้งหมด ก่อนจ้างจึงต้องรู้ก่อนว่าปัญหาของธุรกิจอยู่ตรงไหน แล้วเลือกประเภทให้ตรง

เอเจนซี่การตลาดกับเอเจนซี่โฆษณา ต่างกันอย่างไร
เอเจนซี่การตลาดเป็นคำกว้างที่ครอบงานทั้งหมดตั้งแต่วางกลยุทธ์ ทำคอนเทนต์ ดูแลโซเชียล ไปจนถึงซื้อสื่อ ส่วนเอเจนซี่โฆษณาโฟกัสที่การซื้อสื่อและการทำให้เงินค่าโฆษณาแต่ละบาทได้ผลลัพธ์กลับมา คือดูแลบัญชีโฆษณา ตั้งค่าแคมเปญ คุมกลุ่มเป้าหมาย และรับผิดชอบตัวเลขอย่างต้นทุนต่อลูกค้าหนึ่งคนกับ ROAS ธุรกิจที่ยิงแอดอยู่แล้วแต่ผลไม่ดีมักต้องการเอเจนซี่โฆษณา ส่วนธุรกิจที่ยังไม่รู้ว่าจะสื่อสารอะไรกับใครมักต้องการฝั่งกลยุทธ์และครีเอทีฟก่อน

จ้างเอเจนซี่การตลาดราคาเท่าไหร่
ราคาขึ้นกับโครงสร้างการคิดเงินมากกว่าขึ้นกับชื่อบริการ โครงสร้างที่พบบ่อยมีสี่แบบคือ เหมาจ่ายรายเดือนแบบ retainer คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบโฆษณา จ่ายตามผลลัพธ์ และจ้างรายชิ้นหรือรายโปรเจกต์ แต่ละแบบสร้างแรงจูงใจให้คนรับงานคนละอย่าง เช่น แบบคิดเปอร์เซ็นต์ของงบทำให้คนรับงานได้เงินมากขึ้นเมื่อคุณใช้งบมากขึ้น ซึ่งไม่จำเป็นต้องแปลว่าคุณกำไรมากขึ้น ของ BizCraft Studio เองคิดแบบ retainer เริ่มที่ 20,000 บาทต่อเดือนสำหรับสองช่องทาง เพิ่มช่องทางละ 10,000 บาท และถ้างบโฆษณาเกิน 100,000 บาทต่อเดือน คิดค่าบริการ 20 เปอร์เซ็นต์ของส่วนที่เกิน โดยไม่รวมงานผลิตคอนเทนต์

ธุรกิจขนาดไหนถึงคุ้มที่จะจ้างเอเจนซี่
ดูจากกำไรที่ค่าจ้างต้องไปงอกออกมา ไม่ใช่ดูจากขนาดบริษัท วิธีคิดง่ายที่สุดคือเอาค่าจ้างต่อเดือนตั้ง แล้วถามว่าเอเจนซี่ต้องทำให้ยอดขายจากโฆษณาเพิ่มขึ้นเท่าไหร่ถึงจะครอบคลุมค่าจ้างนั้นด้วยกำไรขั้นต้น ถ้าธุรกิจยิงแอดเดือนละ 150,000 บาท ได้ ROAS 3 เท่า และมีกำไรขั้นต้น 45 เปอร์เซ็นต์ ค่าจ้าง 20,000 บาทจะเสมอตัวเมื่อ ROAS ขยับขึ้นราว 10 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้ากำไรขั้นต้นบางกว่านั้น ตัวเลขที่ต้องขยับจะสูงขึ้นตาม โดยทั่วไปธุรกิจที่ยังใช้งบโฆษณาต่ำกว่าราว 50,000 บาทต่อเดือน ค่าจ้างจะกินสัดส่วนใหญ่เกินไปจนต้องพิสูจน์ผลยากกว่าปกติ

สรุปสั้นที่สุดคือ เอเจนซี่ไม่ใช่ของวิเศษและไม่ใช่ของฟุ่มเฟือย มันคือการซื้อเวลาและประสบการณ์ของคนที่ทำเรื่องนี้ซ้ำ มาก่อน ค่าจ้างจะคุ้มหรือไม่คุ้มไม่ได้ขึ้นกับว่าเจ้านั้นดังแค่ไหน แต่ขึ้นกับว่าคุณจ้างถูกประเภทกับปัญหาที่มีอยู่จริง และตกลงกันไว้หรือยังว่าจะรู้ได้ยังไงว่ามันได้ผล

ถ้ากำลังจะจ้างเอเจนซี่เจ้าแรก หรือกำลังลังเลว่าเจ้าที่ดูแลอยู่ตอนนี้คุ้มค่าจ้างหรือเปล่า ให้ผมช่วยเปิดบัญชีดูก่อนว่าตอนนี้เงินรั่วตรงไหน แล้วงานที่ควรจ้างจริง ๆ คือส่วนไหน จะได้ไม่ต้องจ่ายเหมาทั้งก้อนทั้งที่พังอยู่จุดเดียว

ขอ Ad Health Check ฟรี