
คำถามที่เจ้าของคลินิกถามบ่อยที่สุดไม่ใช่ "ยิงแอดยังไง" แต่เป็น "จะรู้ได้ยังไงว่าคนที่จะจ้างเก่งจริง" เพราะพอเป็นเรื่องแอด ทุกคนพูดเหมือนกันหมด — ยิงเป็น ดู ROAS ได้ ทำ Lookalike ได้ ปรับ creative ได้ แต่พอผ่านไปสองเดือน สิ่งที่เห็นในรายงานคือยอดแชทขึ้น ในขณะที่คิวหน้าเคาน์เตอร์ยังว่างอยู่เท่าเดิม
คำตอบสั้น ๆ ก่อนลงรายละเอียด: ก่อนจ้าง ให้ดูสามอย่าง — หนึ่ง เขาวัดผลไปจบที่ตัวเลขไหน ถ้าจบที่ "จำนวนแชท" หรือ "ต้นทุนต่อแชท" แค่นั้น คือเขายังไม่ได้รับผิดชอบผลลัพธ์ของคลินิกคุณ ตัวเลขที่ถูกคือ ต้นทุนต่อเคสที่นัดได้ และ ต้นทุนต่อคนไข้ที่มาถึงคลินิกจริง; สอง โครงสร้างราคาเข้าข้างใคร — ค่าจ้างที่ผูกกับยอดใช้จ่ายโฆษณาจะมีแรงจูงใจให้เพิ่มงบ ไม่ใช่ให้ลดต้นทุนต่อคนไข้; สาม ใครรับผิดชอบเรื่องคุณภาพลีด เพราะถ้าไม่มีใครทำหน้าที่กรองแชทที่ไม่ใช่ลูกค้าออกจากระบบ งบเดือนต่อไปจะถูกใช้ตามหาคนแบบเดิมเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ทำไมคลินิกจ้างยิงแอดแล้วรู้สึกไม่คุ้มบ่อยกว่าธุรกิจอื่น
ธุรกิจขายของออนไลน์ตัดจบได้ในแอด — คนกดสั่ง ระบบบันทึกยอด จบ วัดง่าย แต่คลินิกไม่ใช่แบบนั้น ระหว่าง "คนทักเข้ามา" กับ "เงินเข้าคลินิก" มีอีกอย่างน้อยสามด่าน คือแอดมินตอบและคัดกรอง พยาบาลหรือเคาน์เตอร์นัดวัน แล้วคนไข้ต้องเดินทางมาถึงจริงตามนัด ทุกด่านมีคนหลุด และแอดไม่เห็นสามด่านนั้นเลยถ้าไม่มีใครส่งข้อมูลกลับไป
ผลคือคนยิงแอดจะปรับให้ตัวเลขที่เขามองเห็นดีขึ้น ซึ่งก็คือจำนวนแชทและต้นทุนต่อแชท วิธีที่เร็วที่สุดในการทำให้สองตัวเลขนี้ดูดีคือไปหาคนที่ "ทักง่าย" — คนที่ถามราคาเล่น ๆ คนที่กดปุ่มอัตโนมัติแล้วหายไป คนที่อยู่คนละจังหวัดกับคลินิก พวกนี้ทักเยอะและถูกมาก รายงานสวยขึ้นทุกเดือน แต่ไม่มีใครเดินเข้าคลินิก นี่คือสิ่งที่เราเรียกว่าแชทผี และมันไม่ใช่ความบังเอิญ — มันคือผลลัพธ์ตรง ๆ ของการวัดผลผิดตัว
เรื่องนี้ยังหนักขึ้นอีกชั้นในคลินิก เพราะบริการที่ราคาสูงและต้องตัดสินใจนาน (คอร์สรักษา โปรแกรมติดตามเด็ก) คนจะทักมาถามหลายที่พร้อมกันเป็นเรื่องปกติ ถ้าไม่มีเกณฑ์แยกว่าคนไหนอยู่ในขั้นเทียบราคา คนไหนพร้อมนัด งบจะไปกองอยู่กับกลุ่มแรกทั้งหมด
เกณฑ์ตัดสินง่าย ๆ ตอนสัมภาษณ์: ถามว่า "ถ้าเดือนนี้แชทลดลง 30% แต่คนมาถึงคลินิกเท่าเดิม พี่จะบอกว่างานนี้ดีขึ้นหรือแย่ลง" คนที่ตอบว่าดีขึ้นทันที คือคนที่เข้าใจว่าคุณขายอะไร
ค่าจ้างยิงแอดคลินิก โครงสร้างราคาแบบไหนเข้าข้างคลินิก
ในตลาดมีการคิดเงินอยู่สามแบบหลัก และแต่ละแบบสร้างพฤติกรรมคนละอย่าง ตัวเลขค่าจ้างสำคัญน้อยกว่าคำถามว่า "ถ้าเขาทำให้ต้นทุนต่อคนไข้ถูกลง เขาได้อะไร" ถ้าคำตอบคือไม่ได้อะไรเลยหรือได้น้อยลง โครงสร้างนั้นกำลังทำงานสวนทางกับคุณ
| โครงสร้างค่าจ้าง | แรงจูงใจที่มันสร้างจริง | เหมาะกับคลินิกแบบไหน |
|---|---|---|
| คิดเป็น % ของยอดใช้จ่ายโฆษณาทั้งก้อน | ยิ่งงบสูง ค่าจ้างยิ่งสูง การลดงบลงแม้ผลจะดีกว่า = รายได้เขาหายไป | คลินิกที่ตั้งใจสเกลงบขึ้นแน่นอนและมีระบบวัดผลของตัวเองแข็งแล้ว |
| ค่าบริการคงที่รายเดือน (retainer) | ค่าจ้างไม่ขึ้นกับงบ จะปิดแคมเปญที่ไม่ทำเงินก็ทำได้โดยไม่เสียรายได้ตัวเอง | คลินิกส่วนใหญ่ที่ยิงประจำเดือนละ 50,000฿ ขึ้นไป |
| คิดเป็นชิ้นงาน / รายแคมเปญ | จบเป็นงาน ๆ ไม่มีใครถือ KPI ระยะยาว ไม่มีใครกลับมาดูว่าลีดเดือนที่แล้วปิดได้ไหม | งานอีเวนต์เฉพาะกิจ เปิดสาขาใหม่ โปรโมชันช่วงสั้น |
| ค่าจ้างผูกกับจำนวนลีด/แชท | อันตรายที่สุดกับคลินิก เพราะยิ่งได้แชทเยอะยิ่งได้เงิน โดยไม่สนว่าแชทนั้นเป็นคนไข้จริงหรือไม่ | ไม่แนะนำสำหรับบริการที่ต้องนัดและเดินทางมา |
ของ BizCraft เองใช้แบบที่สอง — ค่าบริการ 20,000฿/เดือน ครอบคลุม 2 ช่องทาง เพิ่มช่องทางละ 10,000฿ และถ้ายอดใช้จ่ายโฆษณาเกิน 100,000฿/เดือน จะคิด service fee 20% เฉพาะส่วนที่เกิน (ไม่รวมงานผลิต content ซึ่งเราไม่รับ) เหตุผลที่เลือกโครงสร้างนี้ตรงไปตรงมา: ถ้าเราลดงบให้คลินิกได้แต่ยอดคนไข้เท่าเดิม เราไม่เสียรายได้ เลยไม่มีเหตุผลต้องเชียร์ให้เพิ่มงบตลอด และเราตั้งเงื่อนไขรับงานที่งบโฆษณา 50,000฿/เดือนขึ้นไป เพราะต่ำกว่านั้นข้อมูลต่อสัปดาห์น้อยเกินกว่าจะบอกได้ว่าอะไรได้ผลจริง
ตัวเลขที่ควรกางบนโต๊ะก่อนเซ็นสัญญาเดือนแรก
ก่อนคุยราคาค่าจ้าง ลองกางฟันเนลของคลินิกออกมาเป็นตัวเลขก่อน สมมติคลินิกหนึ่งใช้งบโฆษณา 150,000฿/เดือน (ตัวเลขข้างล่างเป็นสมมติฐานเพื่อให้เห็นวิธีคิด ไม่ใช่ข้อมูลลูกค้ารายใด):
- งบ 150,000฿ ต้นทุนต่อแชท 120฿ = ได้แชทประมาณ 1,250 แชท
- ในนั้นเป็นแชทที่เข้าเกณฑ์จริง 30% = 375 คน
- นัดได้ 40% ของคนที่เข้าเกณฑ์ = 150 นัด
- มาถึงคลินิกตามนัด 60% = 90 คน
- ต้นทุนต่อคนไข้ที่มาถึงจริง = 150,000 ÷ 90 = 1,667฿/คน
ตอนนี้ลองเปลี่ยนตัวเดียว — ไม่ใช่งบ ไม่ใช่ต้นทุนต่อแชท แต่คือสัดส่วนแชทที่เข้าเกณฑ์ จาก 30% เป็น 50% ด้วยการตัดกลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าออกจากการยิงและเลิกไล่ยอดแชทถูก ๆ ผลจะกลายเป็น 625 คนเข้าเกณฑ์ → 250 นัด → 150 คนมาถึง → ต้นทุนต่อคนไข้เหลือ 1,000฿/คน ด้วยงบเท่าเดิมเป๊ะ นี่คือเหตุผลที่เราไม่เริ่มงานด้วยการขอเพิ่มงบ
และนี่คือคำถามที่ควรถามคนที่จะจ้าง: "ถ้าเดือนหน้าผมอยากให้ต้นทุนต่อคนไข้ที่มาถึงลดลง 30% พี่จะเริ่มจากอะไร" คำตอบที่เริ่มด้วย "เพิ่มงบ" หรือ "เปลี่ยน creative ใหม่" ยังไม่ใช่คำตอบที่ลึกพอ คำตอบที่ควรได้ยินคือเขาจะขอดูก่อนว่าแชทที่เข้ามาแต่ละกลุ่มปิดได้จริงแค่ไหน แล้วเอาข้อมูลนั้นย้อนกลับไปสอนระบบโฆษณา
จากบัญชีจริงที่ผมดูแล — จุดที่ขยับแล้วเห็นผลไม่ใช่ค่าโฆษณา
เคสที่ชัดที่สุดสำหรับผมเป็นคลินิกสายแม่และเด็ก ดูแลต่อเนื่อง 2-3 ปี งบเดือนละ 150,000-200,000฿ ตอนเข้าไปครั้งแรก ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ CPM แพงหรือ creative ไม่สวย แต่อยู่ที่ระบบส่งสัญญาณกลับ — แชททุกประเภทถูกนับเป็น conversion เหมือนกันหมด คนถามทางกับคนขอนัดตรวจมีค่าเท่ากันในสายตาอัลกอริทึม พอเราตั้งเกณฑ์คัดลีดใน Lead Center แล้วสร้าง Lookalike จากลีดที่เข้าเกณฑ์เท่านั้น พร้อมกับ exclude กลุ่มที่ไม่ใช่ลูกค้าออกไป ระบบก็เริ่มไปหาคนหน้าตาเหมือนคนที่จ่ายจริง
* ตัวเลขจากบัญชีจริงที่เราดูแล ปิดชื่อแบรนด์ตามข้อตกลงกับลูกค้า และผลของแต่ละคลินิกต่างกันตามบริการ ราคา และทีมที่ตอบแชท
สิ่งที่ผมอยากให้จับจากเคสนี้ไม่ใช่ตัวเลข แต่คือลำดับ — งานที่ทำให้ตัวเลขขยับคือการจัดการคุณภาพลีดและ exclusion ไม่ใช่การเปลี่ยนภาพโฆษณาหรือขึ้นงบ ถ้าคนที่คุณกำลังจะจ้างพูดถึงเรื่องแรกน้อยกว่าเรื่องหลังมาก ๆ นั่นเป็นสัญญาณ
คำถาม 6 ข้อที่ควรถามก่อนโอนค่าจ้างเดือนแรก
เอาไปใช้ได้เลยตอนคุย ไม่ต้องเป็นคนทำแอดก็ถามได้ และคำตอบจะแยกคนที่ทำงานเป็นระบบออกจากคนที่ทำตามความเคยชินได้เร็วมาก
- รายงานรายเดือนของพี่มีบรรทัด "ต้นทุนต่อเคสที่นัดได้" กับ "ต้นทุนต่อคนไข้ที่มาถึง" ไหม ถ้าไม่มี ต้องให้คลินิกส่งข้อมูลอะไรกลับให้พี่
- พี่ตั้งเกณฑ์แบบไหนว่าแชทไหนคือลีดที่ใช้ได้ แล้วเอาเกณฑ์นั้นไปทำอะไรกับระบบโฆษณาต่อ
- ตอนนี้คลินิกผมยิงโดยไม่มี exclusion list เลย พี่จะเริ่มกันงบไม่ให้ตกกับกลุ่มไหนก่อน
- ค่าจ้างของพี่ขึ้นตามงบโฆษณาหรือไม่ ถ้าเดือนหน้าผมลดงบลงครึ่งหนึ่งเพราะผลดีขึ้น พี่เสียรายได้เท่าไหร่
- พี่รับงานคลินิกที่เป็นคู่แข่งกันในรัศมีเดียวกันพร้อมกันหรือเปล่า
- ถ้าเลิกจ้าง บัญชีโฆษณา เพจ pixel/dataset และกลุ่มเป้าหมายที่สร้างไว้ อยู่ในชื่อใครและผมเอากลับได้ไหม
ข้อสุดท้ายคนมองข้ามเยอะที่สุดและเจ็บที่สุด สินทรัพย์การตลาดของคลินิก — dataset คนเข้าเว็บ กลุ่มลีดที่คัดแล้ว ประวัติแคมเปญย้อนหลัง — ควรอยู่ใน Business Manager ของคลินิกเสมอ แล้วให้คนที่จ้างเข้ามาในฐานะผู้รับสิทธิ์ ไม่ใช่กลับกัน
กรณีไหนยังไม่ควรจ้างคนยิงแอดให้คลินิก
ไม่ใช่ทุกคลินิกควรจ้างตอนนี้ และผมบอกลูกค้าตรง ๆ เวลาเจอเคสแบบนี้ เพราะจ้างไปก็เสียเงินสองต่อ — เสียค่าจ้างและเสียงบโฆษณาที่ยังวัดไม่ได้
- งบโฆษณายังไม่ถึง 50,000฿/เดือน — ข้อมูลต่อสัปดาห์น้อยเกินกว่าจะแยกได้ว่าผลที่เห็นเป็นฝีมือหรือเป็นความผันผวน ช่วงนี้ลงแรงกับคอนเทนต์และการตอบแชทให้ไวคุ้มกว่า
- ไม่มีคนตอบแชทในเวลาที่คนทักเข้ามา — ลีดคลินิกเย็นเร็วมาก ถ้าตอบตอนเย็นทั้งที่คนทักตอนสิบโมง ยิงเก่งแค่ไหนก็ไม่ช่วย
- ยังไม่มีใครบันทึกว่าใครนัดแล้วมาถึงจริง — ถ้าคลินิกยังไม่รู้ว่าเดือนที่แล้วคนไข้ใหม่มาจากช่องทางไหน คนยิงแอดจะไม่มีข้อมูลย้อนกลับ และงานจะวนอยู่ที่ยอดแชทเหมือนเดิม เริ่มจากทำตรงนี้ก่อนดีกว่า
- บริการหรือราคายังเปลี่ยนทุกเดือน — แอดต้องมีเวลาเรียนรู้กลุ่มเป้าหมาย ถ้าโปรเปลี่ยนทุกสองสัปดาห์ ระบบจะรีเซ็ตการเรียนรู้ตลอด
กฎโฆษณาความงามใหม่ที่คนดูแลแอดคลินิกต้องรู้ตั้งแต่ 3 กรกฎาคมนี้
เรื่องนี้สด ๆ และเกี่ยวกับงานแอดโดยตรง ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศแพทยสภาที่ 17/2569 เรื่องการโฆษณาเกี่ยวกับการเสริมสวยหรือการเสริมความงามของผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2569 และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 3 กรกฎาคม 2569 สาระที่กระทบชิ้นงานโฆษณาตรง ๆ คือแพทย์ที่โฆษณาบริการด้านเสริมความงามต้องแสดงชื่อ-นามสกุลจริงและเลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรมให้ชัดเจน และถ้าใช้ชื่อเล่นหรือชื่อในวงการ ต้องแสดงคู่กับชื่อจริงในรูปแบบ ขนาด และสีเดียวกัน
แปลเป็นภาษาคนทำแอด: ชิ้นงานที่มีหมอปรากฏตัวจะต้องถูกตรวจใหม่ทั้งชุด ทั้งภาพนิ่ง วิดีโอ แคปชั่น และหน้าปลายทาง คลินิกที่มีคอนเทนต์เก่าวิ่งอยู่เป็นสิบชิ้นควรรู้ว่าใครกำลังรับผิดชอบตรงนี้ ที่สำคัญกว่า — ต้องรู้ว่าคนที่ดูแลแอดของคุณติดตามเรื่องกฎแบบนี้อยู่หรือไม่ เพราะงานที่ถูกปฏิเสธหรือถูกร้องเรียนกลางเดือนกินทั้งเวลาและ momentum ของแคมเปญ
ตรงนี้ผมพูดในฐานะคนทำแอด ไม่ใช่ที่ปรึกษากฎหมาย รายละเอียดการตีความและการปฏิบัติให้ยืนยันกับประกาศฉบับจริงและที่ปรึกษาของคลินิกเสมอ ส่วนงานฝั่งเรามีหน้าที่ทำให้ชิ้นงานที่วิ่งอยู่ไม่ขัดกับสิ่งที่คลินิกยืนยันมา และปรับได้ทันเวลา (เพิ่มเติม: BizCraft ไม่รับงานผลิต creative แต่เราเป็นคนบอกว่าชิ้นไหนต้องแก้และวางลำดับให้)
คำถามที่เจ้าของคลินิกถามบ่อยก่อนตัดสินใจจ้าง
ค่าจ้างยิงแอดคลินิกเดือนละเท่าไหร่
ขึ้นกับโครงสร้างที่ตกลงกัน แบบที่ BizCraft ใช้คือค่าบริการคงที่ 20,000฿/เดือน ครอบคลุม 2 ช่องทาง เพิ่มช่องทางละ 10,000฿ และถ้ายอดใช้จ่ายโฆษณาเกิน 100,000฿/เดือน คิด service fee 20% เฉพาะส่วนที่เกิน (ไม่รวมงานผลิต content) สิ่งที่ควรถามมากกว่าตัวเลขคือค่าจ้างนั้นขึ้นตามงบโฆษณาหรือไม่ เพราะถ้าขึ้น แรงจูงใจของคนรับงานคือให้คุณเพิ่มงบ ไม่ใช่ลดต้นทุนต่อคนไข้
คลินิกควรวัดผลโฆษณาด้วยตัวเลขอะไร
ต้นทุนต่อเคสที่นัดได้ และต้นทุนต่อคนไข้ที่มาถึงคลินิกจริง ไม่ใช่จำนวนแชทหรือต้นทุนต่อแชท เพราะยอดแชทถูกทำให้ดูดีได้ง่ายด้วยการไปหาคนที่ทักง่ายแต่ไม่มีวันมาถึงคลินิก
งบโฆษณาเท่าไหร่ถึงคุ้มที่จะจ้างคนดูแลแอดคลินิก
ประมาณ 50,000฿/เดือนขึ้นไป ต่ำกว่านั้นข้อมูลต่อสัปดาห์น้อยเกินกว่าจะแยกได้ว่าผลที่เห็นเป็นฝีมือหรือความผันผวน และก่อนจ้างควรมีคนตอบแชทในเวลาที่คนทักเข้ามา กับมีการบันทึกว่าใครนัดแล้วมาถึงจริงก่อน
กฎโฆษณาความงามใหม่ปี 2569 กระทบงานยิงแอดคลินิกอย่างไร
ประกาศแพทยสภาที่ 17/2569 มีผลตั้งแต่ 3 กรกฎาคม 2569 กำหนดให้แพทย์ที่โฆษณาบริการเสริมสวยหรือเสริมความงามแสดงชื่อ-นามสกุลจริงและเลขที่ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพเวชกรรม ถ้าใช้ชื่อเล่นต้องแสดงคู่กับชื่อจริงในรูปแบบ ขนาด และสีเดียวกัน ชิ้นงานโฆษณาที่มีแพทย์ปรากฏตัวจึงต้องตรวจใหม่ทั้งชุด รายละเอียดการตีความให้ยืนยันกับประกาศฉบับจริงและที่ปรึกษาของคลินิก
สรุปสั้นที่สุด: คนที่คุ้มค่าจ้างสำหรับคลินิก ไม่ใช่คนที่ทำให้แชทเยอะขึ้น แต่คือคนที่ยอมให้ตัวเองถูกวัดด้วยจำนวนคนที่เดินเข้าประตูคลินิก และมีวิธีการที่อธิบายได้ว่าจะทำให้ต้นทุนต่อคนนั้นถูกลงได้อย่างไรโดยไม่เพิ่มงบ
อยากรู้ว่างบโฆษณาคลินิกของคุณเดือนนี้ จ่ายไปเท่าไหร่ต่อคนไข้ที่มาถึงจริง (ไม่ใช่ต่อแชท)?
ขอ Ad Health Check ฟรี