ค่าดูแลแอดคิดยังไง — % ของงบโฆษณา vs เหมาจ่ายรายเดือน — BizCraft Studio

เจ้าของธุรกิจที่ทักมาถามผมเรื่องค่าดูแลแอด ส่วนใหญ่ไม่ได้ถามเพราะยังไม่เคยคุยกับใคร แต่ถามเพราะถือใบเสนอราคามาแล้ว 2-3 ใบ แล้วอ่านไม่ออกว่าทำไมราคาถึงต่างกันเป็นเท่าตัว ทั้งที่หัวกระดาษเขียนเหมือนกันหมดว่าดูแลโฆษณา Facebook รายเดือน เจ้าหนึ่งเขียน 15% ของงบ อีกเจ้าเขียนตัวเลขกลม 25,000 ต่อเดือน อีกเจ้าเขียนว่าขึ้นอยู่กับ scope แล้วจบแค่นั้น

ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ว่าใบไหนแพงกว่า แต่อยู่ที่ทั้งสามใบคิดคนละฐาน เอามาวางเทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ ต้องแปลงให้อยู่ฐานเดียวกันก่อนถึงจะรู้ว่าที่งบของคุณจริง ๆ ใครถูกกว่า และมีอีกคำถามที่สำคัญกว่าเรื่องถูกแพงด้วยซ้ำ คือโครงราคาแบบนั้นทำให้คนที่ดูแลแอดให้คุณ อยากทำอะไรกับงบของคุณในเดือนถัดไป

ตอบสั้น ก่อนลงรายละเอียด ถ้างบโฆษณาต่อเดือนยังต่ำกว่าราวหนึ่งแสนบาท การคิดแบบเหมาจ่ายมักจบถูกกว่าและคุมค่าใช้จ่ายง่ายกว่า พองบขึ้นไปหลายแสน การคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบจะแพงกว่าเหมาจ่ายแบบเห็นชัด และไม่ว่างบเท่าไหร่ การคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ล้วน ๆ ก็มีปัญหาเรื่องแรงจูงใจติดมาด้วยเสมอ เพราะคนดูแลได้เงินเพิ่มตอนคุณใช้เงินเพิ่ม ไม่ใช่ตอนคุณกำไรเพิ่ม โครงที่ผมเห็นว่าสมดุลที่สุดคือแบบผสม ตั้งเหมาจ่ายเป็นฐานไว้ แล้วค่อยมีส่วนแบ่งเฉพาะงบส่วนที่เกินเพดานที่ตกลงกันไว้

ก่อนอ่านต่อ ขอแยกเงินสองก้อนให้ชัดก่อน ก้อนแรกคือค่าโฆษณาที่จ่ายให้แพลตฟอร์ม เงินก้อนนี้ออกจากบัตรคุณเข้าไปหา Facebook หรือ TikTok ตรง ๆ ก้อนที่สองคือค่าดูแลที่จ่ายให้คนทำงาน บทความนี้พูดถึงก้อนที่สองล้วน ๆ เวลาเทียบราคาแล้วรู้สึกว่าตัวเลขไม่สมเหตุสมผล ให้กลับไปเช็กก่อนเลยว่าคุยกันอยู่บนเงินก้อนเดียวกันหรือเปล่า

ทำไมแทบไม่มีเอเจนซี่ไหนเขียนราคาไว้บนหน้าเว็บ

เหตุผลที่ได้ยินกันบ่อยคืองานแต่ละเคสไม่เหมือนกัน ซึ่งจริงอยู่ส่วนหนึ่ง แต่ไม่ใช่เหตุผลทั้งหมด เหตุผลที่จริงกว่านั้นคือถ้าโชว์ราคาไว้ ลูกค้าจะเอาไปเทียบกับเจ้าอื่นก่อนที่จะได้คุยกัน แล้วการได้คุยกันคือจุดที่เอเจนซี่ทำงานได้ดีที่สุด เพราะได้อธิบายว่าสิ่งที่ทำต่างจากคนอื่นยังไง

ผมเข้าใจตรรกะนั้น แต่ผมเลือกไม่เล่นแบบนั้น เพราะคนที่จะจ่ายเดือนละสองหมื่นขึ้นไป เขาอยากรู้ตั้งแต่แรกว่าอยู่ในงบไหม จะได้ไม่ต้องเสียเวลาคุยกันสามรอบแล้วมาพบว่าตัวเลขห่างกันเท่าตัว การเปิดราคาไว้เลยทำให้คนที่ทักมาส่วนใหญ่เป็นคนที่พร้อมจ่ายอยู่แล้ว ซึ่งดีกับทั้งสองฝ่าย

ผลข้างเคียงของการที่ตลาดไม่ค่อยเปิดราคา คือเจ้าของธุรกิจไม่มีไม้บรรทัดในหัวว่าอะไรคือปกติ ใบเสนอราคาที่แพงเกินจริงเลยผ่านไปได้ง่าย ส่วนใบที่ถูกผิดปกติก็ไม่มีใครตั้งคำถามว่าถูกขนาดนั้นได้ยังไง ส่วนที่เหลือของบทความนี้คือความพยายามจะสร้างไม้บรรทัดอันนั้นให้

โครงค่าบริการที่เจอจริงในตลาดไทยมีอยู่ 4 แบบ

ต่อให้หน้าตาใบเสนอราคาต่างกันแค่ไหน สุดท้ายมันยุบลงมาเหลืออยู่ไม่กี่แบบ และเกือบทุกดีลที่ผมเคยเห็นเป็นหนึ่งในสี่แบบนี้ หรือไม่ก็เป็นการผสมกันของสองแบบ

โครงค่าบริการคิดยังไงเข้าข้างใครตอนไหน
เปอร์เซ็นต์ของงบคิดเป็นสัดส่วนของงบโฆษณาที่ใช้จริงในเดือนนั้น ช่วงที่เห็นบ่อยตามหน้าเว็บเอเจนซี่ไทยคือราว 10-20%เข้าข้างลูกค้าตอนงบเล็ก เพราะจ่ายน้อยตามงบ แต่พลิกไปเข้าข้างเอเจนซี่ทันทีที่งบโต
เหมาจ่ายรายเดือนตัวเลขคงที่ไม่ผูกกับงบ ตลาดเริ่มกันประมาณสองหมื่นขึ้นไปถ้าเป็นทีมที่ดูแลต่อเนื่องจริงจังเข้าข้างลูกค้าตอนงบโต เพราะค่าบริการไม่วิ่งตาม แต่กดดันฝั่งคนดูแลตอนบัญชีเล็กแต่งานเยอะ
ผสม ฐานบวกส่วนเกินเหมาจ่ายเป็นฐานคลุมงบระดับหนึ่ง แล้วมีส่วนแบ่งเฉพาะงบส่วนที่เกินเพดานกลาง ที่สุด แต่ต้องดูให้ดีว่าเพดานอยู่ตรงไหน และส่วนเกินคิดกี่เปอร์เซ็นต์
จ่ายตามผลลัพธ์คิดจากยอดขายหรือจำนวนลีดที่เกิดขึ้น บางเจ้าคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของยอด บางเจ้าคิดเป็นบาทต่อลีดฟังดูเข้าข้างลูกค้าที่สุด แต่เป็นแบบที่เถียงกันเรื่องวิธีนับมากที่สุดเช่นกัน

แบบที่สี่คือแบบที่ผมอยากให้ระวังมากที่สุด ไม่ใช่เพราะมันไม่ดี แต่เพราะมันดีเฉพาะตอนที่ทั้งสองฝ่ายเห็นตัวเลขชุดเดียวกัน ถ้าคนดูแลแอดมองเห็นแค่จำนวนแชทที่เข้ามา แต่คุณมองเห็นยอดที่ปิดได้จริง สองฝ่ายจะคุยกันคนละภาษาตั้งแต่เดือนแรก แล้วเดือนที่สามจะกลายเป็นการเถียงกันว่าลีดนี้นับหรือไม่นับ แทนที่จะคุยกันว่าเดือนหน้าจะทำให้ดีขึ้นยังไง

ลองแทนตัวเลขจริงดู ว่าที่งบเท่าไหร่ใครถูกกว่าใคร

เปรียบเทียบเชิงทฤษฎียังไงก็ไม่เท่าเอาเลขมากางดู ผมสมมติค่ากลางที่เห็นบ่อยในตลาดมาสามแบบ คือเปอร์เซ็นต์ที่ 15% ของงบ เหมาจ่ายที่ 20,000 ต่อเดือน และแบบผสมที่ 20,000 บวก 20% ของงบส่วนที่เกินหนึ่งแสน แล้วไล่ดูว่าที่งบต่างกัน ค่าบริการที่จ่ายจริงเป็นเท่าไหร่

งบโฆษณาต่อเดือนคิด 15% ของงบเหมาจ่าย 20,000ผสม 20,000 + 20% ส่วนที่เกินแสน
50,0007,50020,00020,000
100,00015,00020,00020,000
200,00030,00020,00040,000
300,00045,00020,00060,000
500,00075,00020,000100,000

สิ่งแรกที่เห็นคือเหมาจ่ายชนะขาดตั้งแต่งบสองแสนขึ้นไป และห่างจนน่าตกใจที่งบห้าแสน คือจ่าย 20,000 กับจ่าย 75,000 สำหรับงานที่หน้าตาแทบไม่ต่างกัน ถ้าคุณกำลังจะสเกลงบขึ้นในหกเดือนข้างหน้า นี่คือช่องว่างที่ต้องคุยกันตั้งแต่วันเซ็น ไม่ใช่ไปเจอเอาตอนบิลเดือนที่เจ็ด

สิ่งที่สองที่เห็นแล้วอาจไม่สบายใจคือ ที่งบ 50,000 ทั้งเหมาจ่ายและแบบผสมคิดเป็น 40% ของงบสื่อ ซึ่งฟังดูโหดมาก แต่เหตุผลที่เหมาจ่ายมีอยู่ก็เพราะเวลาที่คนดูแลใช้กับบัญชีงบ 50,000 กับบัญชีงบ 300,000 ไม่ได้ต่างกันหกเท่า จำนวนแคมเปญ จำนวนกลุ่มเป้าหมาย จำนวนรอบที่ต้องเข้าไปอ่านตัวเลขแล้วปรับ เกือบเท่ากัน งบที่เล็กลงไม่ได้ทำให้งานเบาลงตามสัดส่วน

สิ่งที่สามซึ่งผมอยากให้จำที่สุด ลองไล่สายตาลงมาในคอลัมน์ที่สอง ค่าบริการวิ่งจาก 7,500 ไปถึง 75,000 เพราะงบวิ่งขึ้นอย่างเดียว โดยที่ยังไม่มีใครพูดถึงเลยสักคำว่าเงินก้อนนั้นทำกำไรให้ธุรกิจเพิ่มขึ้นหรือเปล่า

ปัญหาของการคิดเปอร์เซ็นต์ ไม่ใช่ราคา แต่คือมันให้รางวัลกับการใช้เงินเยอะ

ลองคิดตามสถานการณ์นี้ เดือนหน้าคนที่ดูแลแอดให้คุณเปิดตัวเลขแล้วเห็นว่างบก้อนหนึ่งกำลังไหลไปหาคนที่ทักมาแต่ไม่ซื้อ ทางที่ถูกคือลดงบส่วนนั้นลง แล้วโยกไปกลุ่มที่ปิดได้จริง ผลคือค่าโฆษณารวมต่อเดือนลดลง ธุรกิจคุณกำไรดีขึ้น แต่ถ้าเขาคิดเงินเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบ เขาเพิ่งตัดรายได้ตัวเองทิ้งด้วยมือตัวเอง

ผมไม่ได้จะบอกว่าคนที่คิดเปอร์เซ็นต์จะโกงคุณ คนเก่ง ที่คิดแบบนี้แล้วยังทำสิ่งที่ถูกต้องมีเยอะ แต่ระบบที่ต้องพึ่งความดีของคนอย่างเดียวโดยไม่มีโครงสร้างรองรับ คือระบบที่เปราะ และมันจะเปราะที่สุดตอนที่เดือนนั้นฝั่งเอเจนซี่ยอดตก

จากบัญชีที่ผมดูแลเอง มีเคสหนึ่งเป็นธุรกิจการศึกษาที่มีสามหน่วยธุรกิจ ตอนเข้าไปรับ งบเดินอยู่ที่ประมาณเดือนละหนึ่งล้าน ต้นทุนต่อแชทอยู่ที่ 300-600 บาท และ ROAS อยู่ที่ 0.6-1.5 เท่า สิ่งที่ผมเสนอไปในเดือนแรกคือให้ลดงบลง เพราะงบเกือบครึ่งกำลังซื้อแชทที่ไม่มีวันปิดได้ สุดท้ายงบลงมาอยู่ที่ราวสี่แสนต่อเดือน ต้นทุนต่อแชทลงมาเหลือ 60-150 บาท และ ROAS ขึ้นไปที่ 2-4 เท่า

1 ล้าน → 4 แสน
งบโฆษณาต่อเดือน หลังตัดส่วนที่ปิดไม่ได้
300-600 → 60-150฿
ต้นทุนต่อข้อความ
0.6-1.5 → 2-4X
ROAS

ประเด็นของเรื่องนี้ไม่ใช่ตัวเลขที่ดีขึ้น แต่คือคำถามว่าถ้าตอนนั้นผมคิดค่าบริการเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบ ผมจะเสนอให้ลูกค้าลดงบลงหกแสนต่อเดือนได้ลงคอไหม นี่คือคำถามที่ผมอยากให้คุณถามคนที่กำลังจะจ้างเหมือนกัน ไม่ต้องถามตรง ๆ ก็ได้ แค่ดูว่าโครงราคาที่เขาเสนอมา ทำให้คำแนะนำแบบนั้นเกิดขึ้นได้ง่ายขึ้นหรือยากขึ้น

แล้วเหมาจ่ายอย่างเดียวปลอดภัยกว่าจริงหรือเปล่า

ไม่เสมอไป เหมาจ่ายแก้ปัญหาแรงจูงใจฝั่งงบได้ก็จริง แต่มันสร้างปัญหาอีกด้านขึ้นมาแทน คือพอค่าบริการเท่าเดิมไม่ว่าจะทำมากทำน้อย แรงจูงใจที่เหลืออยู่คือทำให้พอผ่าน ใช้เวลากับบัญชีนี้ให้น้อยที่สุดเท่าที่ลูกค้าจะยังไม่บ่น

อาการของบัญชีที่โดนแบบนี้เห็นได้ไม่ยาก รายงานมาตรงเวลาทุกเดือนแต่หน้าตาเหมือนเดิมทุกเดือน ตัวเลขที่รายงานเป็นยอดการมองเห็นกับจำนวนแชท ไม่เคยมีต้นทุนต่อลูกค้าจริง และเวลาถามว่าเดือนนี้เปลี่ยนอะไรไปบ้าง คำตอบจะกว้างจนจับต้นชนปลายไม่ถูก

อีกจุดที่เหมาจ่ายเจ็บคือเวลาคุณอยากขยาย ถ้าเดิมตกลงกันไว้สองแพลตฟอร์ม แล้ววันหนึ่งอยากลองเพิ่มอีกช่องทาง ราคาที่คุยกันไว้จะไม่ครอบคลุมทันที ตรงนี้ควรถามให้ชัดตั้งแต่วันแรกว่าเพิ่มอีกหนึ่งช่องคิดเพิ่มเท่าไหร่ ไม่ใช่ไปคุยกันตอนที่คุณอยากขยายแล้วอยู่ในสถานะที่ต่อรองยาก

ผมคิดเงินยังไง และทำไมถึงวางโครงแบบนั้น

ผมคิดแบบผสม เหมาจ่าย 20,000 ต่อเดือนสำหรับสองแพลตฟอร์ม เพิ่มช่องทางละ 10,000 และถ้างบโฆษณาเกินหนึ่งแสนต่อเดือน คิดเพิ่ม 20% เฉพาะส่วนที่เกิน ราคานี้ไม่รวมงานผลิตภาพและวิดีโอ เพราะผมไม่รับงานส่วนนั้น ซึ่งเป็นการตัดสินใจที่ตั้งใจ งานที่วัดผลกันตรง ๆ ไม่ได้ ผมไม่อยากเอามาปนกับงานที่วัดได้

ทีนี้ถ้าคุณเอาโครงของผมไปแทนในตารางข้างบน คุณจะเห็นทันทีว่ามันก็มีส่วนที่ผูกกับงบอยู่ดี แปลว่าโครงของผมเองก็ไม่ได้ปลอดจากปัญหาแรงจูงใจที่ผมเพิ่งบ่นไปร้อยเปอร์เซ็นต์ ผมไม่แกล้งทำเป็นว่ามันปลอด สิ่งที่ผมทำคือวางเพดานไว้ที่หนึ่งแสน ซึ่งเป็นระดับที่งานเริ่มหนักขึ้นจริงตามจำนวนแคมเปญและจำนวนกลุ่มที่ต้องดู ส่วนใต้เพดานนั้นค่าบริการไม่ขยับตามงบเลย คุณจะลดงบเดือนนี้ลงครึ่งหนึ่งเพราะผมแนะนำ ผมก็ได้เท่าเดิม

อีกอย่างที่ผมทำคือรายงานด้วยตัวเลขที่ย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองได้ คือต้นทุนต่อลีดที่ผ่านเกณฑ์ ไม่ใช่จำนวนแชทดิบ เพราะจำนวนแชทดิบเป็นตัวเลขที่ปั่นให้สวยได้ง่ายที่สุด แค่เปิดปุ่มตอบอัตโนมัติทิ้งไว้ ตัวเลขก็ขึ้นแล้ว ทั้งที่ไม่มีใครในนั้นตั้งใจจะซื้อ

ผมเล่าเรื่องโครงราคาตัวเองไม่ใช่เพื่อจะบอกว่าของผมดีที่สุด แต่เพราะอยากให้เห็นว่าเวลาอ่านใบเสนอราคา ควรอ่านหาอะไร ทุกโครงราคามีมุมที่เข้าข้างคนออกใบเสมอ คนที่พูดถึงมุมนั้นของตัวเองได้ คือคนที่คุยด้วยง่ายกว่า

7 ข้อที่ควรถามให้ครบก่อนเซ็น

ลิสต์นี้เอาไปใช้ได้เลยไม่ว่าจะคุยกับใคร ผมเขียนมันในมุมของคนที่เคยอยู่ฝั่งตอบคำถามพวกนี้ และรู้ว่าข้อไหนที่คนถูกถามมักจะอึกอัก

  • ฐานที่ใช้คิดเปอร์เซ็นต์คืองบก่อนหรือหลัง VAT และนับจากงบที่ตั้งไว้หรืองบที่ใช้จริง สองอย่างนี้ต่างกันได้หลายพันบาทต่อเดือน
  • ถ้างบโตขึ้นสามเท่าในหกเดือน ค่าบริการโตตามเป็นเส้นตรงเลยไหม หรือมีขั้นบันไดและเพดาน
  • เดือนไหนที่งบลดลง ค่าบริการลดตามด้วยไหม หรือมีขั้นต่ำอยู่
  • ราคานี้ครอบคลุมกี่แพลตฟอร์ม และถ้าเพิ่มอีกหนึ่งช่องทางคิดเพิ่มเท่าไหร่
  • งานอะไรที่ไม่รวมอยู่ในราคานี้ ถามให้ได้เป็นรายการ ไม่ใช่คำตอบกว้าง
  • คนที่ลงมือปรับบัญชีจริงคือคนที่นั่งคุยอยู่ตรงนี้หรือเป็นทีมอื่น และคนคนนั้นดูอยู่กี่บัญชีพร้อมกัน
  • บัญชีโฆษณา เพจ และ pixel อยู่ในชื่อใคร ถ้าเลิกจ้างเดือนหน้า ข้อมูลที่สะสมมาทั้งหมดยังอยู่กับคุณไหม

ข้อสุดท้ายเป็นข้อที่คนถามน้อยที่สุดและเจ็บที่สุดเวลาพลาด ผมเคยเจอเคสที่ต้องเริ่มสะสมข้อมูลใหม่หมด เพราะบัญชีโฆษณาถูกเปิดไว้ใต้ business ของเอเจนซี่เดิม พอเลิกจ้างก็เอาอะไรกลับมาไม่ได้เลย ทั้งกลุ่มเป้าหมายที่สร้างไว้และประวัติที่อัลกอริทึมเรียนมาเป็นปี

กรณีไหนที่ยังไม่ควรจ่ายค่าดูแลแอดให้ใครเลย

ส่วนนี้ขัดกับผลประโยชน์ตัวเองอยู่บ้าง แต่เขียนไว้เพราะเห็นคนจ่ายผิดจังหวะบ่อยมาก มีอยู่สี่สถานการณ์ที่ผมจะบอกตรง ๆ ว่ายังไม่ถึงเวลา

  • งบโฆษณาต่อเดือนยังต่ำกว่าราวห้าหมื่น ค่าดูแลจะกินสัดส่วนสูงจนต่อให้คนดูแลเก่งแค่ไหน ตัวเลขรวมก็ยังไม่คุ้ม ช่วงนี้เอาเงินไปลงที่งบสื่อแล้วเรียนรู้เองก่อนคุ้มกว่า
  • ยังไม่มีคนตอบแชทที่เร็วพอ ต่อให้ลีดเข้ามาดีแค่ไหน ถ้าตอบช้าเป็นชั่วโมง เงินที่จ่ายไปทั้งค่าสื่อและค่าดูแลจะรั่วออกที่ปลายทางอยู่ดี
  • สินค้ายังไม่เคยขายได้เลยแม้แต่ทางออร์แกนิก แอดขยายสิ่งที่ทำงานอยู่แล้วให้ใหญ่ขึ้นได้ แต่ทำให้ของที่ยังไม่มีใครอยากได้กลายเป็นของที่ขายได้ไม่ได้
  • ยังตอบไม่ได้ว่ากำไรต่อออร์เดอร์เท่าไหร่ ถ้าไม่มีตัวเลขนี้ จะไม่มีทางรู้เลยว่าต้นทุนต่อลูกค้าเท่าไหร่ถึงเรียกว่าคุ้ม แล้วการประเมินคนที่จ้างมาจะกลายเป็นเรื่องความรู้สึกล้วน ๆ

ถ้าเข้าข่ายข้อใดข้อหนึ่ง ผมแนะนำให้แก้ตรงนั้นก่อนสักหนึ่งถึงสองเดือน แล้วค่อยกลับมาคุยเรื่องจ้าง เพราะเงินก้อนเดียวกันใช้ตอนที่พร้อมกว่าจะได้ผลต่างกันมาก

คำถามที่ถูกถามบ่อยเรื่องค่าดูแลแอด

เอเจนซี่ยิงแอดในไทยคิดค่าบริการกันประมาณเท่าไหร่
ที่เปิดไว้ตามหน้าเว็บเอเจนซี่ไทยมีสองช่วงหลัก คือคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบโฆษณาราว 10-20% กับเหมาจ่ายรายเดือนที่มักเริ่มราวสองหมื่นบาทขึ้นไปสำหรับทีมที่ดูแลต่อเนื่องจริง ตัวเลขจะขยับตามจำนวนแพลตฟอร์มที่ดูแลและขอบเขตงานที่รวมอยู่ในราคา

คิดเป็นเปอร์เซ็นต์ของงบ กับเหมาจ่ายรายเดือน แบบไหนถูกกว่า
ขึ้นอยู่กับงบต่อเดือนของคุณ ที่งบต่ำกว่าราวหนึ่งแสน การคิดเปอร์เซ็นต์มักจ่ายน้อยกว่า แต่พองบขึ้นไปสองแสนขึ้นไป เหมาจ่ายจะถูกกว่าอย่างชัดเจน เช่นที่งบห้าแสน คิด 15% จะเท่ากับ 75,000 ขณะที่เหมาจ่ายยังอยู่ที่ 20,000

ค่าดูแลแอดรวมค่าโฆษณาที่จ่ายให้แพลตฟอร์มด้วยไหม
โดยปกติไม่รวม เป็นเงินสองก้อนแยกกัน ก้อนแรกคือค่าโฆษณาที่จ่ายให้ Facebook หรือ TikTok ตรง ๆ ก้อนที่สองคือค่าจ้างคนดูแล เวลาเทียบใบเสนอราคาให้เช็กก่อนเสมอว่าตัวเลขที่คุยกันอยู่หมายถึงก้อนไหน

งบโฆษณาต่ำกว่าห้าหมื่นต่อเดือน จ้างคนดูแลคุ้มไหม
ส่วนใหญ่ยังไม่คุ้ม เพราะค่าดูแลจะคิดเป็นสัดส่วนที่สูงมากเมื่อเทียบกับงบสื่อ ช่วงงบระดับนั้นเอาเงินไปลงที่งบโฆษณาแล้วเรียนรู้การอ่านตัวเลขเองก่อนจะได้ผลตอบแทนดีกว่า

จ่ายตามผลลัพธ์เป็นเปอร์เซ็นต์ของยอดขาย ดีกว่าไหม
ดีได้ถ้าทั้งสองฝ่ายเห็นตัวเลขชุดเดียวกันและตกลงวิธีนับกันชัดตั้งแต่ต้น ปัญหาที่เจอบ่อยคือฝั่งคนดูแลเห็นแค่จำนวนแชทหรือลีด แต่ฝั่งธุรกิจเห็นยอดที่ปิดได้จริง พอตัวเลขสองชุดไม่ตรงกันก็จะกลายเป็นการเถียงเรื่องวิธีนับ แทนที่จะคุยกันเรื่องการทำให้ดีขึ้น

ถ้ากำลังถือใบเสนอราคาอยู่หลายใบแล้วยังตัดสินใจไม่ได้ ส่งโครงราคาที่ได้มาให้ผมช่วยอ่านให้ก็ได้ ผมจะบอกตรง ๆ ว่าที่งบของคุณ ตัวไหนจ่ายน้อยกว่า และโครงไหนที่พอเดือนที่หกจะเริ่มไม่เข้าข้างคุณ

ขอ Ad Health Check ฟรี