
เจ้าของธุรกิจที่ทักมาถามผมเรื่องค่าโฆษณา Facebook ส่วนใหญ่ไม่ได้ถามเพราะยังไม่เคยยิง เขายิงอยู่แล้ว จ่ายอยู่ทุกเดือน แต่เปิดบิลมาแล้วยังตอบตัวเองไม่ได้ว่าเงินก้อนนี้แพงหรือถูก พอไปหาในอินเทอร์เน็ตก็เจอช่วงตัวเลขกว้าง ๆ อย่าง CPM 30-150 บาท หรือต้นทุนต่อข้อความ 30-150 บาท ซึ่งกว้างจนใช้ตัดสินใจอะไรไม่ได้เลย
ตอบสั้น ๆ ก่อนลงรายละเอียด: Facebook ไม่มีป้ายราคา คุณจ่ายเท่ากับงบที่ตั้งไว้ ไม่มากกว่านั้น ตัวเลขอย่าง CPM หรือต้นทุนต่อแชทไม่ใช่ราคาที่ Facebook ตั้งขาย แต่เป็นผลลัพธ์ที่ออกมาหลังระบบเอางบของคุณไปประมูลแล้ว และจากบัญชีที่ผมดูแลอยู่ เดือนเดียวกัน ประเทศเดียวกัน แพลตฟอร์มเดียวกัน ต้นทุนต่อแชทห่างกันตั้งแต่ 25 บาทถึง 171 บาท คือเกือบ 7 เท่า โดยที่ส่วนต่างนั้นแทบไม่เกี่ยวกับราคาสื่อ
ถ้าจะจำอย่างเดียวจากบทความนี้ ให้จำว่า Facebook ไม่ได้ขายพื้นที่โฆษณาเป็นชิ้น มันขายการเข้าถึงคน แล้วราคาที่คุณจ่ายต่อคนขึ้นอยู่กับว่าคุณสั่งให้มันไปหาคนแบบไหน คำถามที่ตอบได้จริงจึงไม่ใช่ค่าโฆษณา Facebook เท่าไหร่ แต่เป็นเงินที่คุณจ่ายอยู่ทุกวันนี้ไปตกอยู่กับใคร
ทำไมตัวเลขค่าโฆษณาที่หาในเน็ตไม่เคยตรงกับบิลของคุณ
เพราะ Facebook ไม่ได้ตั้งราคาขายพื้นที่โฆษณาเอาไว้ล่วงหน้า ทุกครั้งที่มีคนเปิดฟีดขึ้นมาหนึ่งครั้ง ระบบจะเปิดประมูลช่องนั้นระหว่างผู้ลงโฆษณาทุกรายที่อยากเข้าถึงคนคนนั้นในวินาทีนั้น และผู้ชนะไม่ใช่คนที่บิดราคาสูงสุดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นคนที่ระบบคิดว่าจะทำให้คนคนนั้นทำสิ่งที่ผู้ลงโฆษณาต้องการได้มากที่สุดต่อเงินหนึ่งบาท
ผลคือราคาที่คุณจ่ายจริงต่อการมองเห็นหนึ่งพันครั้งขึ้นกับสองฝั่งพร้อมกัน ฝั่งแรกคือคุณแข่งกับใคร ธุรกิจที่ยิงหาคุณแม่ลูกเล็กในกรุงเทพช่วงต้นเดือนแข่งกับคนเยอะกว่าธุรกิจที่ยิงหาช่างซ่อมรถต่างจังหวัด ฝั่งที่สองคือระบบเชื่อคุณแค่ไหน โฆษณาที่คนหยุดดูแล้วกดต่อจะได้ราคาต่อการมองเห็นถูกลงเองโดยที่คุณไม่ได้ลดอะไรเลย
เพราะฉะนั้นค่าเฉลี่ยที่เว็บต่าง ๆ ประกาศไม่ได้ผิด แต่มันเป็นการเฉลี่ยข้ามหมวดธุรกิจ ข้ามวัตถุประสงค์แคมเปญ ข้ามฤดูกาล และข้ามฝีมือคนตั้งค่า มารวมอยู่ในช่วงเดียว มันบอกได้แค่ว่าตลาดกว้างแค่ไหน ไม่ได้บอกว่าบัญชีคุณควรจ่ายเท่าไหร่ ตัวเลขที่ใช้เทียบได้จริงมีอยู่ชุดเดียว คือตัวเลขของบัญชีคุณเองย้อนหลัง
Facebook เก็บเงินคุณจากอะไร แล้วตัวเลขไหนคือราคาจริง
บนหน้า Ads Manager มีตัวเลขเต็มจอ แต่มีอยู่ตัวเดียวที่คุณคุมได้ตรง ๆ คือวงเงินที่ตั้งไว้ ที่เหลือเป็นผลหารทั้งหมด ผมแยกให้ดูว่าอันไหนคืออะไร เพราะเจ้าของธุรกิจที่ตัดสินใจผิดเรื่องงบ ส่วนใหญ่ตัดสินใจผิดตรงนี้
| ตัวเลขบนหน้า Ads Manager | มันคืออะไรจริง ๆ | คุมได้แค่ไหน |
|---|---|---|
| งบรายวัน / งบตลอดแคมเปญ | เพดานเงินที่คุณอนุญาตให้ระบบใช้ | คุมได้เต็มที่ นี่คือราคาเดียวที่คุณกำหนดเอง |
| CPM ต้นทุนต่อการมองเห็นพันครั้ง | ผลของการประมูล ไม่ใช่ราคาที่ตั้งไว้ | คุมทางอ้อม ผ่านกลุ่มเป้าหมายและตัวโฆษณา |
| CPC และ CTR | สัญญาณว่าคนที่แอดไปเจอสนใจแค่ไหน | คุมทางอ้อม ขยับเร็วที่สุดเวลาเปลี่ยนข้อเสนอ |
| ต้นทุนต่อข้อความ | งบหารด้วยจำนวนคนที่กดทัก ไม่ได้กรองว่าใครซื้อ | คุมได้ แต่ทำให้ดูดีได้ง่ายเกินไป |
| ต้นทุนต่อลูกค้าที่ปิดได้ | ตัวเลขเดียวที่ตอบได้ว่าค่าโฆษณาแพงหรือถูก | ไม่มีในหน้า Ads Manager ต้องเอาข้อมูลการขายมาต่อเอง |
บรรทัดสุดท้ายคือหัวใจ ตัวเลขที่ตอบคำถามว่าค่าโฆษณาแพงหรือถูกไม่ได้อยู่ในเครื่องมือของ Facebook มันอยู่ครึ่งหนึ่งในระบบขายของคุณ ธุรกิจที่ตอบไม่ได้ว่าเดือนนี้ได้ลูกค้ามาที่ต้นทุนต่อคนเท่าไหร่ จะบริหารค่าโฆษณาด้วยความรู้สึกไปตลอด
อีกเรื่องที่คนตั้งงบมักลืม บิลจาก Meta สำหรับผู้ลงโฆษณาในไทยมีภาษีมูลค่าเพิ่มเข้ามาเกี่ยวด้วย ซึ่งจะถูกคิดแบบไหนขึ้นกับว่าบัญชีคุณลงทะเบียนสถานะทางภาษีไว้อย่างไร ตรงนี้ให้เช็กกับใบเสร็จในบัญชีตัวเองและฝ่ายบัญชีของคุณ อย่าคำนวณกำไรจากตัวเลขงบดิบเฉย ๆ เพราะเงินที่ออกจากบัญชีธนาคารจริงไม่เท่ากับงบที่ตั้งไว้
ตัวเลขจริงจากบัญชีที่ผมดูแล ห่างกันเกือบ 7 เท่าในเดือนเดียวกัน
ผมดึงข้อมูล 30 วันจากบัญชีโฆษณาที่ดูแลอยู่ในช่วงกลางปีนี้มาวางเทียบกัน ทุกบัญชีเป็นบัญชีในไทย ยิงบน Meta ทั้งหมด และวัดผลลัพธ์เดียวกันคือจำนวนคนที่กดทักเข้ามา ปิดชื่อลูกค้าไว้ตามที่ตกลงกัน เปิดแต่ตัวเลขกับหมวดธุรกิจ
| หมวดธุรกิจ | งบ 30 วัน | จำนวนแชท | ต้นทุนต่อแชท |
|---|---|---|---|
| เบเกอรี่ส่งลัง | ราว 149,000฿ | 5,826 | 25.5฿ |
| สถาบันติวเตอร์ | ระดับแสน | 1,495 | 34฿ |
| คอร์สทักษะเด็ก | ระดับหมื่นปลาย | 132 | 66฿ |
| สถาบันการศึกษาขนาดใหญ่ | ราว 149,000฿ | 1,974 | 75฿ |
| สินค้าสุขภาพ | ราว 156,000฿ | 909 | 171฿ |
| บัญชีโฆษณาของ BizCraft เอง | ราว 3,500฿ | 3 | 1,176฿ |
แถวล่างสุดคือแถวที่ผมชอบเอาให้ลูกค้าดูที่สุด บัญชีที่แพงที่สุดในตารางนี้คือบัญชีของผมเอง แพงกว่าบัญชีลูกค้าที่ถูกที่สุดราว 46 เท่า และแพงกว่าบัญชีลูกค้าที่แพงที่สุดเกือบ 7 เท่า ไม่ใช่เพราะ Facebook คิดราคาสื่อกับผมแพงกว่า แต่เพราะครึ่งหนึ่งของงบตัวเองไปอยู่ในแคมเปญที่ตั้งวัตถุประสงค์เป็น engagement คือผมสั่งให้ Facebook ไปหาคนกดไลก์ แล้วก็ได้คนกดไลก์มาสองหมื่นกว่าคน กับแชทศูนย์ ช่างตัดผมที่ไม่ตัดผมตัวเองมีอยู่จริง และเป็นผมเอง
ประเด็นของตารางนี้ไม่ใช่ให้เอาตัวเลขไปเทียบว่าธุรกิจคุณควรจ่ายเท่าไหร่ ตัวเลขพวกนี้เทียบกันตรง ๆ ไม่ได้ เพราะสินค้า ราคาต่อออร์เดอร์ และความยากในการตัดสินใจซื้อไม่เท่ากัน ประเด็นคือช่วงมันกว้างขนาดนี้ในเดือนเดียวกัน ใครที่บอกคุณได้ว่าค่าโฆษณา Facebook ในไทยเท่าไหร่ด้วยเลขตัวเดียว คือคนที่ยังไม่ได้ดูบัญชีคุณ
อะไรทำให้สองธุรกิจจ่ายต่อแชทต่างกันเป็นเท่าตัว
เวลาไล่หาสาเหตุในบัญชีจริง ผมเจอซ้ำ ๆ อยู่ไม่กี่เรื่อง และเรื่องที่กระทบแรงที่สุดมักเป็นเรื่องที่แก้ได้โดยไม่ต้องเพิ่มงบเลย
- วัตถุประสงค์แคมเปญไม่ตรงกับสิ่งที่อยากได้ นี่คือสาเหตุที่แพงที่สุดและเจอบ่อยที่สุด ถ้าสั่งให้ระบบไปหาคนดูวิดีโอ ระบบจะเก่งขึ้นเรื่อย ๆ ในการหาคนที่ดูวิดีโอแล้วเลื่อนผ่าน
- สัญญาณที่ป้อนกลับเข้าระบบเป็นแบบเหมารวม ถ้าทุกแชทที่เข้ามาถูกนับเป็นผลลัพธ์เท่ากันหมด ทั้งคนที่ถามราคาแล้วโอนเลย และคนที่ทักมาเพราะกดโดนปุ่มตอบกลับอัตโนมัติ ระบบก็เรียนรู้ว่าคนกลุ่มหลังก็คือลูกค้า แล้วไปหามาเพิ่ม
- ไม่มีการตัดกลุ่มที่ไม่ต้องการออก คนที่ทักแล้วไม่คุยต่อ คนที่ซื้อไปแล้ว หรือคนที่ขอส่วนลดแล้วหาย ควรถูกกันออกจากกลุ่มเป้าหมายรอบถัดไป ไม่ใช่จ่ายเงินไปเจอซ้ำทุกเดือน
- กลุ่มลูกค้าคล้ายกันถูกสร้างจากลีดทั้งกอง ถ้าเอาคนที่ทักมาทั้งหมดเป็นต้นแบบ ระบบจะไปหาคนที่หน้าตาเหมือนคนทักเยอะ ไม่ใช่คนที่หน้าตาเหมือนคนซื้อ
- ฤดูกาลและการแข่งขันในหมวดเดียวกัน ช่วงเทศกาลกับช่วงเลขเบิ้ล ราคาต่อการมองเห็นขยับขึ้นทั้งตลาด อันนี้คุมไม่ได้ แต่วางแผนล่วงหน้าได้
- ตัวโฆษณาเอง ชิ้นงานที่คนหยุดดูจริงได้ราคาต่อการมองเห็นถูกลงเอง ผมพูดถึงเรื่องนี้ในฐานะตัวแปรของต้นทุน ไม่ใช่ในฐานะบริการ เพราะงานผลิตชิ้นงานเราไม่รับ เราดูแลฝั่งการยิงและคุณภาพลีดเท่านั้น
สังเกตว่าสี่ข้อแรกไม่ใช่เรื่องราคาสื่อเลย ทั้งสี่ข้อคือเรื่องเดียวกันในมุมที่ต่างกัน คือคุณกำลังบอกระบบว่าอะไรคือความสำเร็จ แล้วระบบก็ทำตามอย่างซื่อสัตย์มาก ถ้านิยามความสำเร็จของคุณคือจำนวนแชท คุณจะได้จำนวนแชท ผมเขียนกลไกนี้ละเอียดไว้ใน ทำไมต้นทุนต่อแชทถึงแพงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งที่งบเท่าเดิม
CPM ถูกลง แต่ต้นทุนต่อลูกค้าแพงขึ้น เจอบ่อยกว่าที่คิด
เคสที่เจอบ่อยที่สุดคือเจ้าของธุรกิจเปิดรายงานมาแล้วดีใจ เพราะ CPM ลง จำนวนแชทขึ้น ต้นทุนต่อแชทลง แต่ยอดโอนเข้าบัญชีเท่าเดิมหรือแย่ลง กลไกไม่ซับซ้อน ระบบหาทางทำให้ตัวเลขที่คุณสั่งให้มันทำดีขึ้นได้เสมอ และทางที่ถูกที่สุดสำหรับมันคือไปหาคนที่กดง่ายที่สุด ซึ่งมักเป็นคนที่ซื้อยากที่สุด
เคสหนึ่งที่ผมใช้เล่าบ่อยเป็นกลุ่มธุรกิจการศึกษาที่มีสามหน่วยธุรกิจอยู่ในบ้านเดียวกัน ตอนเข้าไปดู ต้นทุนต่อแชทอยู่ที่ 300-600 บาท และ ROAS วิ่งอยู่ราว 0.6-1.5 เท่า คือบางเดือนขาดทุนจากการยิงแอด งบตอนนั้นเดือนละประมาณหนึ่งล้านบาท สิ่งที่ทำไม่ใช่การเพิ่มงบหรือหาช่องทางใหม่ แต่ไปตั้งเกณฑ์ว่าแชทแบบไหนถือว่าเป็นลีดจริง แยกกลุ่มที่ไม่ผ่านเกณฑ์ออก สร้างกลุ่มลูกค้าคล้ายกันจากลีดที่ผ่านเกณฑ์เท่านั้น และเอาปุ่มตอบกลับอัตโนมัติที่ดูดคนกดเล่นออกจากตัวโฆษณา
ที่ผมอยากให้เห็นคือบรรทัดที่สาม งบลดลงกว่าครึ่ง ไม่ใช่เพราะตัดงบเพื่อประหยัด แต่เพราะเมื่องบไม่ต้องไปเลี้ยงคนที่ไม่ซื้อ ยอดขายเท่าเดิมใช้เงินน้อยลง คำถามว่าค่าโฆษณา Facebook แพงไหมสำหรับธุรกิจนี้จึงเปลี่ยนคำตอบได้ภายในไม่กี่เดือน โดยที่ราคาสื่อของ Facebook ไม่ได้เปลี่ยนอะไรเลย
ผลแต่ละธุรกิจต่างกัน ตัวเลขชุดนี้เป็นของบัญชีนั้นในช่วงเวลานั้น ไม่ใช่คำมั่นว่าทุกบัญชีจะได้เท่ากัน สิ่งที่ย้ายข้ามธุรกิจได้คือลำดับการแก้ ไม่ใช่ตัวเลข
คิดกลับจากกำไรต่อออร์เดอร์ แล้วค่อยตอบว่าค่าโฆษณาแพงหรือไม่
วิธีที่ผมใช้กับลูกค้าทุกรายคือเลิกถามว่าตัวเลขนี้แพงไหม แล้วเปลี่ยนไปคำนวณว่าธุรกิจคุณจ่ายได้เท่าไหร่ต่อลูกค้าหนึ่งคน แล้วค่อยเดินย้อนลงมาถึงต้นทุนต่อแชท ลองไล่ตามตัวอย่างนี้ทีละบรรทัดด้วยตัวเลขของคุณเอง
- ราคาขายเฉลี่ยต่อออร์เดอร์ 1,500 บาท กำไรขั้นต้น 40% เท่ากับกำไรขั้นต้น 600 บาทต่อออร์เดอร์
- ยอมให้ค่าโฆษณากินได้หนึ่งในสามของกำไรขั้นต้น เท่ากับจ่ายได้ 200 บาทเพื่อให้ได้ลูกค้าใหม่หนึ่งคน
- ทีมขายปิดได้ 1 ใน 5 ของแชทที่คุยจริง เท่ากับต้นทุนต่อแชทที่คุยจริงต้องไม่เกิน 40 บาท
- แต่ครึ่งหนึ่งของแชทที่เข้ามาเป็นคนที่ทักแล้วเงียบหรือทักผิดกลุ่ม เท่ากับต้นทุนต่อแชทดิบที่เห็นในรายงานต้องไม่เกิน 20 บาท
ทีนี้ลองย้อนกลับไปดูตารางบัญชีจริงข้างบน จะเห็นว่าเพดาน 20 บาทต่อแชทแทบไม่มีบัญชีไหนในตารางทำได้ นั่นไม่ได้แปลว่าธุรกิจแบบนี้ยิงแอดไม่ได้ แต่แปลว่ามีสามทางให้เลือก ทางแรกคือขยับตะกร้าเฉลี่ยหรือกำไรขั้นต้นให้สูงขึ้น ทางที่สองคือทำให้อัตราปิดดีขึ้น ทางที่สามคือลดสัดส่วนแชทที่ไม่ใช่ลูกค้าลง ทางที่สามมักถูกที่สุด เพราะไม่ต้องขึ้นราคาและไม่ต้องเปลี่ยนทีมขาย
ข้อดีของการคิดแบบนี้คือตัวเลขเดียวกันตอบได้เองว่าแพงหรือถูก โดยไม่ต้องพึ่งค่าเฉลี่ยของใคร ต้นทุนต่อแชท 40 บาทแพงมากสำหรับธุรกิจที่กำไรต่อออร์เดอร์ 150 บาท และถูกมากสำหรับธุรกิจที่กำไรต่อออร์เดอร์ 900 บาทและปิดได้หนึ่งในสาม ถ้ายังไม่แน่ใจว่างบที่มีอยู่พอจะวัดผลถึงชั้นนี้หรือยัง ผมเขียนเส้นแบ่งไว้ใน งบโฆษณาเท่าไหร่ถึงจะเริ่มเห็นผลจริง
เช็กเองก่อนว่าที่แพงอยู่เป็นปัญหาราคาสื่อ หรือปัญหาคุณภาพลีด
อันนี้ทำเองได้ในสามสิบนาที ไม่ต้องมีเครื่องมืออะไรเพิ่ม เปิด Ads Manager กับกล่องข้อความของเพจไว้ข้างกัน แล้วไล่ตามนี้
- เปิด CPM ของบัญชีตัวเองย้อนหลัง 6 เดือน แล้วดูว่ามันขยับขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์ อย่าเทียบกับค่าเฉลี่ยตลาด ให้เทียบกับตัวเอง
- เปิดต้นทุนต่อแชทช่วงเดียวกันวางข้างกัน ถ้า CPM ขยับน้อยแต่ต้นทุนต่อแชทขยับเยอะ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่ราคาสื่อ
- ดู CTR ของโฆษณาที่ใช้งบมากที่สุด ถ้าต่ำกว่า 1% แปลว่าคนที่แอดไปเจอไม่ใช่คนที่สนใจของคุณ หรือข้อเสนอยังไม่ชัดพอ
- เลื่อนดูแชทย้อนหลังหนึ่งร้อยคนล่าสุด นับว่ามีกี่คนที่คุยเกินสามข้อความ
- ในร้อยคนนั้น นับว่ามีกี่คนที่ให้ชื่อ เบอร์ หรือนัดคุยต่อได้จริง ตัวเลขนี้คืออัตราลีดจริงของคุณ
- เช็กว่าโฆษณาที่ยิงอยู่มีปุ่มตอบกลับอัตโนมัติหรือข้อความสำเร็จรูปให้กดหรือไม่ ถ้ามี แชทจำนวนหนึ่งเกิดจากการกดโดน ไม่ใช่ความสนใจ
- เปิดดูวัตถุประสงค์ของทุกแคมเปญที่ใช้เงินอยู่ แล้วเทียบกับสิ่งที่คุณอยากได้จริงในเดือนนั้น
- เช็กว่ามีรายชื่อกลุ่มที่กันออกอยู่หรือไม่ ทั้งคนที่ซื้อแล้วและคนที่คัดออกแล้ว
- ถ้าใช้กลุ่มลูกค้าคล้ายกัน เปิดดูว่าต้นแบบที่ใช้สร้างคือลีดทั้งหมด หรือลีดที่ผ่านเกณฑ์แล้ว
ถ้าติดข้อ 6 ถึง 9 ตั้งแต่สองข้อขึ้นไป ค่าโฆษณาที่คุณคิดว่าแพงส่วนใหญ่ไม่ใช่ค่าสื่อ มันคือค่าที่คุณจ่ายไปเลี้ยงคนที่ไม่ได้จะซื้อ และตัวที่ต้องแก้อยู่ในการตั้งค่า ไม่ใช่ในงบ อาการแบบนี้ผมรวมไว้ใน 5 สัญญาณว่าคุณกำลังจ่ายเงินให้แชทผีอยู่ทุกวันนี้
ค่าโฆษณาแพงบางกรณี ไม่ควรไปแก้ที่แอด
อันนี้พูดตรง ๆ เพราะเจอมาหลายรอบ มีสถานการณ์ที่ตัวเลขในรายงานแพงจริง แต่การไปนั่งปรับแอดคือการเสียเวลา และมักทำให้แย่ลงกว่าเดิม
- ยังไม่มีคนตอบแชทในเวลาที่คนทักเข้ามา ถ้าคนทักตอนสามทุ่มแล้วได้คำตอบเช้าวันรุ่งขึ้น ต้นทุนต่อลูกค้าจะแพงไม่ว่าตั้งค่าเก่งแค่ไหน แก้เรื่องคนตอบก่อนคุ้มกว่าแก้แอด
- กำไรขั้นต้นต่อออร์เดอร์เหลือไม่ถึงร้อยบาท กรณีนี้ช่องว่างสำหรับซื้อสื่อแคบเกินไป ต้องไปแก้ที่ราคา ตะกร้าเฉลี่ย หรือการขายซ้ำก่อน แล้วค่อยกลับมายิง
- งบต่ำกว่าราว 50,000 บาทต่อเดือน แต่เข้าไปปรับทุกวันเพราะตัวเลขไม่นิ่ง จำนวนผลลัพธ์ต่อสัปดาห์น้อยเกินกว่าจะแยกฝีมือออกจากความผันผวน การปรับถี่ในสภาพนี้คือการไล่ตามเสียงรบกวน
- เพิ่งเปลี่ยนชิ้นงานหรือโครงสร้างแคมเปญไปสองสามวัน แล้วเห็นต้นทุนพุ่ง ระบบยังอยู่ในช่วงเรียนรู้ ตัดสินเร็วเกินไปแล้วปรับอีกรอบคือการรีเซ็ตการเรียนรู้ซ้ำ ๆ
- ปิดการขายที่หน้าร้านหรือทางโทรศัพท์ แต่ไม่มีการบันทึกว่าลูกค้าคนนั้นมาจากไหน กรณีนี้คุณยังคำนวณต้นทุนต่อลูกค้าไม่ได้เลย ต้องไปทำเรื่องการบันทึกก่อน ไม่ใช่ปรับแอด
คำถามที่เจ้าของธุรกิจถามบ่อยเรื่องค่าโฆษณา Facebook
ค่าโฆษณา Facebook เริ่มต้นวันละเท่าไหร่
Facebook ไม่มีค่าบริการรายเดือนหรือค่าเปิดบัญชี คุณจ่ายเท่ากับงบที่ตั้งเองเท่านั้น และระบบจะไม่ใช้เกินงบรายวันที่ตั้งไว้ ในทางเทคนิคตั้งวันละไม่ถึงร้อยบาทก็ยิงได้ แต่ตัวเลขที่ตั้งได้กับตัวเลขที่วัดผลได้เป็นคนละเรื่อง งบวันละ 100-200 บาทจะได้ผลลัพธ์ต่อสัปดาห์น้อยเกินกว่าจะแยกได้ว่าที่ดีขึ้นมาจากสิ่งที่คุณปรับ หรือมาจากความผันผวนตามปกติ
CPM ของ Facebook ในไทยควรอยู่ที่เท่าไหร่
ไม่มีตัวเลขกลางที่ใช้ตัดสินได้ ค่าเฉลี่ยที่เห็นตามเว็บเป็นการเฉลี่ยข้ามหมวดธุรกิจ ข้ามวัตถุประสงค์แคมเปญ และข้ามฤดูกาลมารวมกัน จึงบอกได้แค่ว่าตลาดกว้างแค่ไหน ไม่ได้บอกว่าบัญชีคุณควรจ่ายเท่าไหร่ เกณฑ์ที่ใช้ได้จริงคือ CPM ของบัญชีคุณเองเทียบกับตัวเองย้อนหลัง 3-6 เดือน เพราะนั่นคุมตัวแปรอย่างสินค้า กลุ่มเป้าหมาย และวัตถุประสงค์ไว้เท่ากันแล้ว
ต้นทุนต่อข้อความเท่าไหร่ถึงเรียกว่าถูก
ขึ้นกับอัตราปิดการขายและกำไรต่อออร์เดอร์ของคุณ ไม่ใช่ตัวเลขสัมบูรณ์ ต้นทุนต่อแชท 40 บาทถือว่าแพงมากถ้าปิดได้ 1 ใน 20 แชทและกำไรต่อออร์เดอร์ 150 บาท แต่ถูกมากถ้าปิดได้ 1 ใน 3 และกำไรต่อออร์เดอร์ 900 บาท วิธีที่ตรงกว่าคือคิดกลับจากกำไรขั้นต้นต่อออร์เดอร์ ไปหาต้นทุนต่อลูกค้าที่ยอมจ่ายได้ แล้วหารด้วยอัตราปิดของคุณเพื่อได้เพดานต้นทุนต่อแชท
ค่าโฆษณา Facebook แพงขึ้นทุกปีจริงไหม
ต้นทุนต่อการมองเห็นมีแนวโน้มขยับขึ้นตามจำนวนผู้ลงโฆษณาที่แข่งในกลุ่มเป้าหมายเดียวกัน แต่จากบัญชีที่ผมดูแล ส่วนที่ทำให้ต้นทุนต่อลูกค้าแพงขึ้นเป็นเท่าตัวมักไม่ใช่ราคาสื่อ วิธีแยกคือดู CPM ของบัญชีตัวเองย้อนหลังเทียบกับต้นทุนต่อแชทและต้นทุนต่อลูกค้าที่ปิดได้ ถ้า CPM ขยับไม่มากแต่ต้นทุนต่อลูกค้าขยับเยอะ ปัญหาอยู่ที่คุณภาพของคนที่แอดไปเจอ ไม่ใช่ราคาที่ Facebook เก็บ
ค่าโฆษณาที่จ่ายให้ Facebook กับค่าจ้างคนดูแลแอด ต่างกันยังไง
เป็นเงินสองก้อนแยกกัน ก้อนแรกคืองบซื้อสื่อที่จ่ายให้ Facebook ตามที่ตั้งไว้ ก้อนที่สองคือค่าบริการของคนที่ดูแลบัญชีให้ ที่ BizCraft ค่าบริการคือ 20,000 บาทต่อเดือน ครอบคลุม 2 ช่องทาง เพิ่มช่องทางละ 10,000 บาท และถ้างบซื้อสื่อเกิน 100,000 บาทต่อเดือน คิดเพิ่ม 20% เฉพาะส่วนที่เกิน ไม่รวมงานผลิตชิ้นงาน เวลาเทียบราคาผู้ให้บริการ ให้ถามว่าค่าจ้างขึ้นตามงบโฆษณาหรือไม่ เพราะถ้าขึ้น แรงจูงใจของคนรับงานคือให้คุณเพิ่มงบ ไม่ใช่ลดต้นทุนต่อลูกค้า
เปิดบิล Facebook มาแล้วรู้ว่าจ่ายไปเท่าไหร่ แต่ยังตอบไม่ได้ว่าที่แพงอยู่เป็นราคาสื่อ หรือเป็นเงินที่ไปตกกับคนที่ไม่ซื้อ? ให้ผมช่วยไล่ให้ดูในบัญชีจริงของคุณว่าเงินก้อนนี้ไปอยู่กับใคร ก่อนจะตัดสินใจเพิ่มหรือลดงบรอบหน้า
ขอ Ad Health Check ฟรี