
คำถามที่เจ้าของคลินิกถามผมบ่อยที่สุดเวลาคุยเรื่องแอด ไม่ใช่ "ยิงยังไงให้ปัง" แต่เป็น "เดือนหนึ่งควรใช้งบเท่าไหร่" และคำตอบที่ได้จากที่อื่นมักเป็นตัวเลขกลม ๆ อย่าง 30,000 หรือ 50,000 ซึ่งฟังแล้วเหมือนได้คำตอบ แต่พอเอาไปตั้งจริงกลับตอบไม่ได้ว่าเดือนหน้าควรขึ้นหรือลง เพราะตัวเลขนั้นไม่ได้ผูกกับอะไรในคลินิกเลยสักอย่าง
ตอบสั้น ๆ ก่อนลงรายละเอียด: งบที่ถูกของคลินิกไม่ใช่ตัวเลขมาตรฐานของอุตสาหกรรม แต่คือ จำนวนเคสที่คุณอยากได้ต่อเดือน คูณด้วยต้นทุนต่อเคสที่คลินิกคุณจ่ายอยู่จริง แล้วบวกส่วนเผื่อไว้สำหรับช่วงที่ระบบยังเรียนรู้ ถ้าคุณยังไม่เคยวัดว่าต้นทุนต่อเคสเป็นเท่าไหร่ ให้ตั้งที่ระดับที่ข้อมูลต่อสัปดาห์พอจะบอกอะไรได้ก่อน — จากบัญชีที่ผมดูแล เส้นนั้นอยู่ราว 50,000฿ ต่อเดือน — แล้วถือว่าเดือนแรกคือการซื้อข้อมูลว่าคลินิกคุณจ่ายกี่บาทต่อคนไข้หนึ่งคนที่เดินเข้ามาถึงจริง ไม่ใช่ต่อหนึ่งแชท
ทำไมไม่มีใครตอบได้ว่าคลินิกควรใช้งบเดือนละเท่าไหร่
เพราะคำถามนี้ถามถึงปลายทาง แต่ตัวเลขที่คนตอบได้อยู่ต้นทาง งบโฆษณาคือเงินที่จ่ายให้แพลตฟอร์มเพื่อซื้อการมองเห็นและซื้อ "คนทัก" ส่วนสิ่งที่คลินิกเอาไปจ่ายเงินเดือนได้คือคนไข้ที่มาถึงและตัดสินใจรักษา ระหว่างสองอย่างนี้มีอย่างน้อยสามด่านคั่นอยู่ คือแอดมินตอบทัน คนไข้ยอมให้นัด แล้วเขาต้องเดินทางมาตามนัดจริง ทุกด่านมีคนหลุด และอัตราการหลุดของแต่ละคลินิกไม่เท่ากันเลย
เพราะฉะนั้นเวลามีคนบอกว่า "คลินิกทั่วไปใช้เดือนละ 50,000" มันไม่ผิด แต่มันไม่ช่วยอะไร มันเหมือนบอกความสูงเฉลี่ยของคนทั้งประเทศแล้วให้คุณสั่งตัดเสื้อจากตัวเลขนั้น สิ่งที่ควรทำแทนคือกลับด้านคำถาม — ไม่ถามว่าควรจ่ายเท่าไหร่ แต่ถามว่าเดือนนี้อยากได้คนไข้ใหม่กี่คน แล้วค่อยเดินย้อนกลับมาว่างบต้องเป็นเท่าไหร่
วิธีเช็กเร็ว ๆ ว่าคุณกำลังตั้งงบแบบไหน: ถ้าตอบได้ทันทีว่า "เดือนที่แล้วจ่ายกี่บาทต่อคนไข้ใหม่หนึ่งคน" แปลว่าคุณกำลังตั้งงบจากข้อมูล แต่ถ้าตอบได้แค่ "เดือนที่แล้วได้กี่แชท" แปลว่ากำลังตั้งงบจากความรู้สึก และเดือนหน้าก็จะเดาต่อไปเรื่อย ๆ
งบก้อนพอ ๆ กัน แต่คลินิกจ่ายต่อแชทแพงกว่าร้านขายของหลายเท่า
อันนี้เป็นเรื่องที่เจ้าของคลินิกหลายคนไม่รู้ แล้วพอไปเห็นคนอื่นโพสต์ว่าได้แชทละยี่สิบกว่าบาทก็เริ่มคิดว่าคนดูแลแอดของตัวเองไม่เก่ง ทั้งที่มันเป็นคนละสนามกันตั้งแต่ต้น ผมดึงตัวเลขจากบัญชีจริงที่ดูแลอยู่ในช่วงเวลาเดียวกัน (30 วัน) มาวางเทียบให้ดู งบใกล้เคียงกันทั้งสามบัญชี แต่ต้นทุนต่อแชทห่างกันเกือบเจ็ดเท่า
| สายธุรกิจ | งบ 30 วัน | จำนวนแชท | ต้นทุนต่อแชท |
|---|---|---|---|
| เบเกอรี่ส่งลัง (ของกิน ตัดสินใจเร็ว) | ~149,000฿ | 5,826 | 25.5฿ |
| การศึกษา (คอร์สเรียน) | ~149,000฿ | 1,974 | 75฿ |
| สุขภาพ (บริการที่ต้องนัดและเดินทางมา) | ~156,000฿ | 909 | 171฿ |
เหตุผลตรงไปตรงมา ของกินราคาหลักร้อย คนเห็นแล้วทักได้เลยไม่ต้องคิดนาน ส่วนบริการที่ต้องเดินทางมาที่คลินิก ต้องลางาน ต้องพาลูกมาด้วย และมีราคาหลักพันขึ้นไป คนจะดูนานกว่า ทักน้อยกว่า และเทียบหลายที่ก่อนเสมอ คนที่ทักคลินิกจึงมีจำนวนน้อยกว่าโดยธรรมชาติ ต้นทุนต่อหัวเลยสูงกว่าตั้งแต่ยังไม่ได้ปรับอะไรเลย
สิ่งที่ตัวเลขชุดนี้บอกกับการตั้งงบก็คือ อย่าเอาต้นทุนต่อแชทของธุรกิจอื่นมาเป็นเป้าของคลินิกตัวเอง และอย่าตกใจถ้าเห็นเลขหลักร้อย สิ่งที่ควรตกใจคือเลขหลักร้อยแล้วไม่มีใครนัดต่อ เพราะแปลว่าคุณจ่ายราคาของบริการที่ต้องนัด แต่ได้คนที่ไม่มีวันมาถึง
ตั้งงบย้อนกลับจากจำนวนเคส ดีกว่าตั้งแล้วลุ้น
วิธีที่ผมใช้กับคลินิกทุกเจ้าคือเริ่มจากปลายทางแล้วเดินถอยหลัง สมมติคลินิกอยากได้คนไข้ใหม่เดือนละ 100 คน ตัวเลขที่ต้องกรอกมีสี่ตัว และสามตัวในนั้นอยู่ในมือคลินิกเอง ไม่ได้อยู่ในหน้า Ads Manager เลย
| ด่าน | สมมติฐาน (ต้องกรอกด้วยตัวเลขคลินิกคุณเอง) | จำนวน | ต้นทุนสะสมต่อหัว |
|---|---|---|---|
| แชทที่เข้ามาทั้งหมด | ต้นทุนต่อแชท 170฿ | 1,000 แชท | 170฿ |
| แชทที่ตรงกลุ่มจริง | คัดแล้วเหลือ 40% | 400 ราย | 425฿ |
| นัดคิวได้ | ปิดนัดได้ 35% ของคนที่ตรงกลุ่ม | 140 นัด | 1,214฿ |
| มาถึงคลินิกจริง | มาตามนัด 70% | 98 คน | 1,735฿ |
ตัวอย่างนี้ใช้งบ 170,000฿ ได้คนไข้ใหม่ที่มาถึงจริง 98 คน เท่ากับต้นทุนต่อคนไข้หนึ่งคนราว 1,735฿ พอคิดแบบนี้ คำถามเรื่องงบจะกลายเป็นคำถามที่ตอบได้ทันที — ถ้ารายได้เฉลี่ยจากคนไข้ใหม่หนึ่งคนในครั้งแรกอยู่ที่ 3,000-4,000฿ และคลินิกคุณมีเคสที่กลับมาซ้ำ ตัวเลข 1,735฿ ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่ไปต่อได้ แต่ถ้ารายได้ครั้งแรกอยู่ที่ 1,500฿ และคนไม่ค่อยกลับมา แปลว่างบนี้กำลังซื้อคนไข้ในราคาที่แพงกว่าที่เขาจ่าย ต่อให้ยอดแชทจะสวยแค่ไหนก็ตาม
ย้ำอีกครั้งว่าเปอร์เซ็นต์สามตัวในตารางเป็นแค่ตัวอย่าง ห้ามเอาไปใช้ตรง ๆ ให้เปิดแชทของคลินิกตัวเองย้อนหลัง 30 วันแล้วนับจริง ๆ ว่ามีกี่คนที่คุยแล้วรู้ตั้งแต่สามข้อความแรกว่าไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย คลินิกส่วนใหญ่ที่ผมเข้าไปดูจะสะดุดตรงด่านแรกนี่แหละ เพราะมันมักต่ำกว่าที่คิดไว้ในหัวอยู่พอสมควร
จากบัญชีคลินิกที่ผมดูแล ตัวเลขที่ขยับไม่ใช่ค่าโฆษณา
มีคลินิกแม่และเด็กเจ้าหนึ่งที่ผมดูแลต่อเนื่องมาสองถึงสามปี งบอยู่ในช่วง 150,000-200,000฿ ต่อเดือน ตอนเข้าไปช่วงแรก โจทย์ที่เจ้าของตั้งคือ "อยากได้แชทเยอะกว่านี้" แต่พอไล่ดูแชทย้อนหลังกลับพบว่าปัญหาไม่ได้อยู่ที่จำนวน มันอยู่ที่คนที่ทักเข้ามาส่วนใหญ่ไม่ใช่คนที่พาลูกมาได้จริง — อยู่คนละจังหวัด กดปุ่มทักอัตโนมัติแล้วหายไป หรือถามราคาเฉย ๆ ทั้งที่ยังไม่มีอาการอะไร
สิ่งที่ทำคือไม่ได้เพิ่มงบ แต่ไปตั้งเกณฑ์ว่าแชทแบบไหนนับเป็นลีดจริง แล้วส่งสัญญาณกลับเข้าระบบเฉพาะกลุ่มนั้น สร้าง Lookalike จากลีดที่คัดแล้ว และตัดกลุ่มที่พิสูจน์แล้วว่าไม่ใช่ออกจากการยิงรอบถัดไป ผลที่เกิดคือลีดที่ตรงกลุ่มเป้าหมายเพิ่มขึ้นราว 50% บนงบก้อนเดิม และยอดจากลูกค้าใหม่อยู่ในช่วง 700,000-1,200,000฿ ต่อเดือน
ประเด็นที่อยากให้เห็นจากเคสนี้ไม่ใช่ตัวเลขสวย ๆ แต่คือลำดับ ถ้าตอนนั้นตอบโจทย์ "อยากได้แชทเยอะกว่านี้" ด้วยการเพิ่มงบ 30% ผลที่ได้จะเป็นแชทเยอะขึ้นจริง แล้วต้นทุนต่อคนไข้ที่มาถึงก็จะแพงขึ้นตามไปด้วย เพราะเงินก้อนใหม่ถูกใช้ไปตามหาคนกลุ่มเดิมเพิ่มขึ้น การเพิ่มงบจึงควรเป็นขั้นท้าย ๆ หลังจากรู้แล้วว่าเงินก้อนเดิมไปตกอยู่กับใคร ไม่ใช่ขั้นแรก
ต้นทุนที่ไม่โผล่ในหน้า Ads Manager แต่คลินิกจ่ายจริงทุกเดือน
เวลาคุยเรื่องงบ คนมักคิดถึงเฉพาะเงินที่โอนให้แพลตฟอร์ม แต่ต้นทุนจริงของการหาคนไข้หนึ่งคนมีอีกหลายก้อนที่ไม่มีใครบันทึกไว้ พอไม่ถูกนับ คลินิกจะรู้สึกว่า "แอดแพง" ทั้งที่ของแพงจริงอาจอยู่คนละที่
- เวลาแอดมินที่ต้องตอบแชทนอกเวลาทำการ ยิ่งยิงตอนกลางคืนคนยิ่งทักดึก และแชทที่ตอบช้าข้ามคืนคือแชทที่หายไปเงียบ ๆ ทั้งที่จ่ายเงินซื้อมาแล้ว
- ส่วนลดหรือโปรที่ตั้งไว้เพื่อดึงคนทัก ถ้าโปรนั้นลดราคาเฉลี่ยต่อเคสลง 500฿ และเดือนนั้นมีคนไข้ใหม่ 98 คน เท่ากับต้นทุนแฝงอีกเกือบ 50,000฿ ที่ไม่เคยอยู่ในบรรทัดค่าโฆษณา
- คิวที่จองแล้วไม่มา เพราะช่องเวลานั้นเสียไปแล้วทั้งที่ยังจ่ายค่าคนและค่าห้องอยู่
- เวลาของหมอหรือพยาบาลที่ต้องอธิบายซ้ำกับคนที่ไม่ใช่กลุ่มเป้าหมายตั้งแต่แรก อันนี้แพงที่สุดและวัดยากที่สุด
ผมไม่ได้จะให้ไปทำบัญชีต้นทุนละเอียดยิบทุกบรรทัด แค่อยากให้ตอนตัดสินใจว่าจะเพิ่มงบไหม เอาสี่ข้อนี้มาวางบนโต๊ะด้วย เพราะการเพิ่มงบไม่ได้เพิ่มแค่ค่าโฆษณา มันเพิ่มภาระของทุกด่านหลังจากนั้นพร้อมกันทั้งแถว ถ้าด่านหลังยังรับไม่ไหว เงินที่เพิ่มเข้าไปจะไปรั่วออกตรงนั้นแทน
เช็กลิสต์ก่อนกดเพิ่มงบเดือนหน้า
ลองตอบหกข้อนี้ด้วยตัวเลขจริง ถ้าตอบได้ครบ การเพิ่มงบจะกลายเป็นการตัดสินใจที่มีเหตุผลรองรับ ถ้าตอบไม่ได้เกินสองข้อ เดือนหน้าควรเอาเวลาไปทำให้ตอบได้ก่อน ยังไม่ต้องเพิ่มเงิน
- เดือนที่แล้วมีคนไข้ใหม่ที่มาจากแอดกี่คน (นับหัวจริง ไม่ใช่นับแชท)
- ต้นทุนต่อคนไข้ใหม่หนึ่งคนเป็นเท่าไหร่ และรายได้เฉลี่ยจากเขาครั้งแรกเท่าไหร่
- ในแชททั้งหมด มีกี่เปอร์เซ็นต์ที่คุยแล้วรู้ทันทีว่าไม่ใช่กลุ่มเป้าหมาย
- คนที่นัดแล้วไม่มา คิดเป็นกี่เปอร์เซ็นต์ของนัดทั้งหมด
- มีการส่งข้อมูลกลับไปบอกระบบไหมว่าแชทไหนคือลีดจริง หรือปล่อยให้ทุกแชทมีค่าเท่ากันหมด
- ถ้าเดือนหน้าคนไข้เพิ่มขึ้น 30% แอดมินและคิวหน้าเคาน์เตอร์รับไหวไหม
งบเท่าไหร่ที่ผมจะบอกตรง ๆ ว่ายังไม่ควรเริ่ม
ต่ำกว่า 50,000฿ ต่อเดือนสำหรับคลินิกที่ขายบริการต้องนัด ผมมองว่ายังไม่คุ้มที่จะเริ่มยิงแบบจริงจัง ไม่ใช่เพราะยิงไม่ได้ แต่เพราะข้อมูลต่อสัปดาห์จะน้อยเกินกว่าจะแยกออกว่าผลที่เห็นเป็นฝีมือหรือเป็นความบังเอิญ ที่ต้นทุนต่อแชทระดับ 150-200฿ งบสามหมื่นทั้งเดือนแปลว่าได้แชทราว 150-200 แชท พอหักคนที่ไม่ตรงกลุ่มออกก็เหลือไม่กี่สิบ ตัวเลขระดับนั้นขยับขึ้นลงเองได้ตามฤดูกาลอยู่แล้ว
อีกสองกรณีที่ผมจะบอกให้ชะลอไว้ก่อน หนึ่งคือยังไม่มีคนตอบแชทในช่วงเวลาที่คนทักเข้ามาจริง ๆ (ส่วนใหญ่คือหลังสองทุ่ม) เพราะเงินที่จ่ายไปจะไปจบที่ข้อความที่ไม่มีใครตอบ สองคือยังไม่มีการบันทึกว่าใครนัดแล้วมาถึงบ้าง เพราะถ้าไม่มีข้อมูลนี้ ต่อให้ยิงดีแค่ไหนก็ไม่มีทางรู้ว่าดีจริงหรือแค่ดูดี แล้วเดือนถัดไปก็จะตัดสินใจด้วยความรู้สึกเหมือนเดิม
ในทางกลับกัน ถ้าคลินิกมีคนตอบแชทพร้อม มีสมุดนัดที่บันทึกว่าใครมาจริง และรู้รายได้เฉลี่ยต่อเคสของตัวเอง งบเริ่มต้นที่ 50,000-80,000฿ ต่อเดือนก็มากพอจะเห็นภาพภายในสองถึงสามสัปดาห์ว่าต้นทุนต่อเคสของคลินิกคุณอยู่ตรงไหน แล้วค่อยขยับขึ้นจากฐานนั้นทีละ 15-20% ต่อรอบ ไม่ต้องกระโดด
คำถามที่เจ้าของคลินิกถามบ่อยเรื่องงบโฆษณา
คลินิกควรใช้งบยิงแอดเดือนละเท่าไหร่
ไม่มีตัวเลขมาตรฐานเดียวที่ใช้ได้กับทุกคลินิก วิธีที่ใช้ได้จริงคือคูณจำนวนเคสที่อยากได้ต่อเดือนกับต้นทุนต่อเคสที่คลินิกจ่ายอยู่จริง ถ้ายังไม่เคยวัดต้นทุนต่อเคส ให้เริ่มที่ประมาณ 50,000฿ ต่อเดือน ซึ่งเป็นระดับที่ข้อมูลพอจะบอกได้ว่าอะไรได้ผล แล้วใช้เดือนแรกวัดต้นทุนต่อคนไข้ที่มาถึงจริงก่อนตัดสินใจเพิ่มหรือลด
ทำไมต้นทุนต่อแชทของคลินิกแพงกว่าธุรกิจอื่น
เพราะบริการที่ต้องนัดและต้องเดินทางมาที่คลินิกมีคนตัดสินใจทักน้อยกว่าสินค้าราคาหลักร้อยที่จบได้ในโพสต์เดียว จากบัญชีจริงที่ดูแลในช่วง 30 วันเดียวกัน สายของกินอยู่ที่ราว 25฿ ต่อแชท สายการศึกษาราว 75฿ และสายสุขภาพที่ต้องนัดราว 171฿ ต่อแชท ต่างกันได้เกือบเจ็ดเท่าโดยที่ไม่มีใครยิงผิด
เพิ่มงบแล้วคนไข้จะเพิ่มตามสัดส่วนไหม
ไม่เสมอไป ถ้ายังไม่มีเกณฑ์คัดว่าแชทแบบไหนคือลีดจริง งบที่เพิ่มเข้าไปมักถูกใช้ตามหาคนกลุ่มเดิมมากขึ้น ทำให้จำนวนแชทเพิ่มแต่ต้นทุนต่อคนไข้ที่มาถึงแพงขึ้น ควรรู้ก่อนว่างบก้อนเดิมไปตกอยู่กับใคร แล้วค่อยขยับขึ้นทีละ 15-20% ต่อรอบ
งบโฆษณากับค่าจ้างคนดูแลแอด นับรวมกันไหม
เป็นคนละก้อนและควรแยกกันในบัญชี งบโฆษณาคือเงินที่จ่ายให้แพลตฟอร์มโดยตรง ส่วนค่าจ้างคนดูแลคือค่าบริการรายเดือน ของ BizCraft คิดค่าบริการคงที่ 20,000฿ ต่อเดือนครอบคลุม 2 ช่องทาง เพิ่มช่องทางละ 10,000฿ และถ้ายอดใช้จ่ายโฆษณาเกิน 100,000฿ ต่อเดือน คิด service fee 20% เฉพาะส่วนที่เกิน โดยไม่รวมงานผลิต content ซึ่งเราไม่รับ
ควรวัดผลงบโฆษณาคลินิกด้วยตัวเลขอะไร
ต้นทุนต่อเคสที่นัดได้ และต้นทุนต่อคนไข้ที่มาถึงคลินิกจริง ไม่ใช่จำนวนแชทหรือต้นทุนต่อแชท เพราะยอดแชทถูกทำให้ดูดีได้ง่ายด้วยการไปหาคนที่ทักง่ายแต่ไม่มีวันเดินทางมาถึง
อยากรู้ว่างบคลินิกของคุณเดือนนี้ ไปตกอยู่ที่คนไข้ที่มาถึงจริงกี่บาทต่อคน แล้วรั่วออกที่ด่านไหนมากที่สุด?
ขอ Ad Health Check ฟรี